Home Office เลือกซื้อคอมอย่างไร ไว้ใช้ทำงาน ตอนที่ 1

สมัยนี้ใคร ๆ ก็อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นนายตัวเอง เปิดบริษัทของตัวเอง แม้ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก ๆ ก็ตาม ดังนั้นเราจึงเห็นกลุ่ม SME หรือ Tech Startup เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะ Tech Startup ที่พูดถึงไปในเล่มที่แล้ว เราจึงได้เห็นการเกิดขึ้นของ Home Office หรือการตั้งออฟฟิศเพื่อทำงานภายในบ้านมากขึ้น ด้วยเหตุนี้การวางระบบไอทีภายในบ้านจึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เหมือนที่เราใช้งานกันตามปกติอีกต่อไป

การใช้งานคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้องภายในออฟฟิศนั้น แม้ว่าจะอยู่ภายในบ้านก็ตาม แต่จำเป็นจะต้องมีการเลือกให้มีความเหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งไม่เหมือนกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ภายในบ้านที่เราเลือกซื้อเลือกหากันได้ตามใจชอบนะครับ ด้วยเหตุนี้การเลือกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจึงมีปัจจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้งาน และความคุ้มค่าเพิ่มเติมเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อุปกรณ์ที่ดี ไม่ใช่แค่ที่ดีไซน์

การเลือกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาใช้สำหรับการ “ทำงาน” นั้นแตกต่างจากการใช้งานส่วนตัวโดยสิ้นเชิงนะครับ เพราะถ้าหากเป็นการใช้งานส่วนตัว เราสามารถเอาความต้องการของเราเองเป็นที่ตั้ง โดยอาจจะดูเรื่องดีไซน์ เรื่องความสวยถูกใจ น้ำหนัก หรือความว้าว เมื่อมีคนเห็นเป็นที่ตั้ง งบประมาณไม่จำกัด เพราะถือว่าความพึงพอใจไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ ถ้าถูกใจก็จ่ายได้ไม่อั้น

แต่สำหรับการเลือกอุปกรณ์มาใช้ในออฟฟิศนั้นอาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องการตอบโจทย์การใช้งานเป็นหลักมากกว่าเรื่องของดีไซน์ หรือความพึงพอใจส่วนบุคคล เรามาดูกันคร่าว ๆ ว่ามีอะไรที่ควรจะต้องเป็นสิ่งที่พิจารณากันบ้าง

ประสิทธิภาพในการใช้งาน

ถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องหลักที่ต้องพิจารณาเวลาที่จะเลือกซื้ออุปกรณ์ไอที เพราะต้องมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ที่เราจะจัดหามาใช้งานนั้นมีประสิทธิภาพมากเพียงพอต่อการใช้งานจริง ๆ เนื่องจากการทำงาน ไม่ใช่แค่เครื่องที่สามารถดูหนังฟังเพลง หรืองานเอกสารทั่วไปได้ แต่ต้องรองรับทั้งงานเอกสารที่อาจจะมีความซับซ้อน การเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกัน หรือถ้าเป็นออฟฟิศที่ต้องทำงานเฉพาะด้าน ก็อาจจะต้องคำนึงเป็นพิเศษ เช่นการเขียนโปรแกรม การทำงานกราฟิก หรือรันโปรแกรมที่ต้องใช้เครื่องแรง ๆ

เครื่อง Workstation สำหรับออฟฟิศที่ต้องการคอมพ์แรงๆ

ไม่เพียงแค่เฉพาะคอมพิวเตอร์ แต่อุปกรณ์อื่น ๆ อย่างเช่นพรินเตอร์ ก็จะต้องมีความเร็วในการทำงานที่สูง เพราะในออฟฟิศมีการพรินต์เอกสารกันทั้งวัน และยังต้องรองรับงานจำนวนมากได้โดยไม่อ่อนแอ แพ้พังไปเสียก่อนด้วย

ความทนทาน

ปัจจัยนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจว่าออฟฟิศของคุณจะทำงานได้ราบรื่น เพราะอย่าลืมว่าถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เสีย หรือพรินเตอร์เสีย ไม่ใช่แค่การที่คุณจะอดดูหนัง หรือพรินต์ภาพเล่นไป 1-2 สัปดาห์ แต่หมายถึงธุรกิจที่คุณวาดฝันไว้จะต้องหยุดชะงักยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่วุ่นวายน่าดู

คอมพิวเตอร์จากหลาย ๆ ค่ายมีรุ่นที่ออกแบบมาเพื่องานธุรกิจโดยเฉพาะอยู่ มีความทนทานเป็นเยี่ยม แต่ราคาก็แพงเป็นแย่เช่นเดียวกัน ดังนั้นคุณอาจจะต้องลองพิจารณาดูก่อนว่าความทนทานที่คุณต้องการอยู่ระดับไหน อาจจะไม่ต้องอึด ถึก ขนาดกันน้ำกันไฟได้ เอาแค่ใช้งานได้ไปตลอด 2-3 ปี ก็อาจจะเพียงพอแล้ว

บริการหลังการขาย

นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า การเอามาใช้ในออฟฟิศหรือธุรกิจ หากอุปกรณ์เกิดเสียหายใช้งานไม่ได้ นั่นหมายถึงเวลาและเงินที่จะต้องเสียไปทุก ๆ ครั้ง ส่งเคลมทีใช้เวลาเป็นสัปดาห์ จะเอาเครื่องที่ไหนใช้ก่อน ถ้าเสียบ่อย ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย หรือกรณีที่ซื้อเครื่องมาราคาเหยียบแสน รับประกันแค่ 1 ปี ดันเสียปีที่ 2 ต้องเสียเงินซ่อมอีกเกือบครึ่งแสนแบบนี้ก็ไม่ไหว

ดังนั้นถ้าจะพิจารณาเรื่องนี้ ควรจะเลือกซื้ออุปกรณ์ที่มีระยะเวลารับประกันนาน ๆ หน่อยจะได้อุ่นใจ รวมถึงหาเลือกแบรนด์ที่มีบริการหลังการขายดี ๆ เช่นมี On-Site Service บริการซ่อมถึงบ้าน หรือมีศูนย์บริการมาก และอยู่ในจุดที่เราไปได้สะดวก แบบนี้ก็จะช่วยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่หนักมากเท่าไหร่

 

Comments

comments

© Copyright 2015 . Commart Thailand by ARIP
สงวนสิทธิ์ห้ามทำซ้ำ ทั้งหมด หรือบางส่วนไม่ว่าในรูปแบบหรือสิ่งใดโดยไม่ได้รับการอนุญาตจาก ARIP เป็นลายลักษณ์อักษร ARIP และโลโก้ ARIP เป็นเครื่องหมายการค้าของ ARIP Public Company Limited

ปิดโหมดสีเทา