รีวิว : Huawei Y9s กล้องสวย 48MP จอใหญ่ ในงบหมื่นบาท

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ทาง Huawei ได้เปิดตัวของชุดใหญ่ โดยมีทั้งโน้ตบุ๊ก Matebook D15 แท็บเล็ต MediaPad M6 และสมาร์ทโฟนตัวใหม่อย่าง Huawei Y7p ซึ่งเป็นน้องเล็กตัวล่าสุด โดยมีสเปกรองจาก Huawei Y9s ที่จะมารีวิวในครั้งนี้เอง และอาจเรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟน Huawei รุ่นสุดท้าย ที่มาพร้อม Google Mobile Services ในตัว หรือโหลดแอปฯ จาก Google Play ได้นั้นเอง

ตัว Huawei Y9s ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางอีกรุ่น (ต่อยอดจาก Huawei Y9 รุ่น 2019) ที่มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว โดยเลนส์หลักมีความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล และ Depth Sensor หรือเลนส์ถ่ายชัดลึก 2 ล้านพิกเซล เช่นเดียวกับรุ่น Huawei Y7p เลย หน้าจอขนาด 6.59 นิ้ว ไม่มีรูกลองหน้า สเปกใช้ซีพียู Kirin 710F กับแรม 6GB + รอม 128GB และแบตฯ 4,000 mAh ในราคาไม่เกิน 1 หมื่นบาท !!

สเปก Huawei Y9s

Display : หน้าจอ Fullview Display ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (2340 x 1080)
CPU : Hisilicon Kirin 710F (4×2.2 GHz Cortex-A73 & 4×1.7 GHz Cortex-A53)
GPU : Mali-G51 MP4
RAM : 6GB
ROM : 128GB รองรับ MicroSD
Main Camera : กล้อง 3 แบ่งเป็น เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล F/1.8 เลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล F/2.4 และ Depth Sensor หรือเลนส์ถ่ายชัดลึก 2 ล้านพิกเซล F/2.4 วิดีโอ 1080p@30fps
Front Camera : กล้องหน้าแบบ Pop-Up ความละเอียด 16 F/2.2 วิดีโอ 1080p@60fps
Battery : Li-Ion 4,000 mAh
Connect : USB Type-C 1.0
Bluetooth : 4.2
Network : 802.11b/g/n, 2.4 GHz
ขนาดตัวเครื่อง : 163.1 x 77.2 x 8.8 mm
น้ำหนัก : 206 g
ระบบปฏิบัติการ : Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.1
สีให้เลือก : Midnight Black และ Breathing Crystal

แกะกล่อง

จากสเปกข้งาต้น เรียกได้ว่าถอดมาจากตัว Huawei Y9 รุ่น 2019 แทบจะทั้งดุ้นเลย ตัวกล่องก็ตามสไตล์ Y Series ของ Huawei มาเป็นกล่องสีขาว พร้อมรูปตัวเครื่อง Huawei Y9s บนกล่อง

ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องก็ประกอบไปด้วย Huawei Y9s x 1, อุปกรณ์ชาร์จ x 1, สายชาร์จ Type- C x 1, ชุดหูฟัง x 1, เคสป้องกันรอย TPU x 1, คู่มือการใช้งาน x 1, อุปกรณ์ถอดซิม x 1 และ  ใบรับประกัน x 1

วัสดุและดีไซน์

สี Midnight Black ของ Huawei Y9s ก็มีความเงางาม ดูเรียบหรูมาก ตัวเครื่องมีสีดำแทบทั้งตัว (ยกเว้นขอบเลนส์กล้องอ่ะนะ : b) มีขอบโค้งมนแบบ 3D Curve เหมือนสมาร์ทโฟนระดับ Hi-End หลาย ๆ รุ่น

ความบางของตัว Huawei Y9s อยู่ที่ 8.8 มิลลิเมตรเท่านั้น ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 206 กรัม (แอบหนักนิด ๆ) แม้จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.59 นิ้ว แต่ก็สามารถพกพาได้สะดวก จับถนัดมือ อีกทั้งขอบตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียม แข็งแรงทนทาน พอร์ตต่าง ๆ อย่างช่องใส่ SIM, ช่อง USB-C, หูฟัง 3.5 มม. และกล้องหน้าแบบ Pop-Up ก็มาอยู่ขอบบนกับขอบล่างหมดเลย ทำให้ขอบด้านข้างของตัวเครื่องดูเรียบเนียนไปเลย

จะมีก็เฉพาะปุ่ม Power ที่มาพร้อมตัวสแกนลายนิ้วมือในตัว กับมีปุ่ม Volume เพิ่ม/ลดระดับเสียงเท่านั้น

ตัวปุ่ม Power พร้อมสแกนลายนิ้วมือ ก็จะมีร่องสำหรับเอานิ้วไปวางโดยเฉพาะ ทำให้จับสัมผัสได้ง่ายและสะดวกต่อการปลดล็อค

กล้องหน้าแบบ Pop-Up ที่จะเลื่อนออกมาทันทีหลังเปิดกล้อง อีกทั้งมีฟีเจอร์เก็บตัวเองอัตโนมัติด้วย หากตัวเครื่องพบว่ากำลังร่วงตกพื้น

ส่องความงามของตัว Huawei Y9s รุ่นสี Midnight Black แบบเต็ม ๆ

หน้าจอ Fullview Display ขอบบาง ไม่มีรูกล้องหน้า แสดงผลเต็มตาได้ใจ ขนาด 6.59 นิ้วกว้างกว่าที่คิด กับความละเอียด Full HD+ (2340 x 1080) ที่สวยคมชัดมาก ๆ

ซอฟต์แวร์

ตัว Huawei Y9s มาพร้อม Android 9.0 Pie และ EMUI 9.1 ตามสไลต์คือ ไม่มีหน้าเมนูแอปฯ แยกต่างหาก แต่มาเรียงในหน้า Home แทน ซึ่งใช้งานได้สะดวก ปัดไปคือเจอแอปฯ ที่เราลงล่าสุดเลย (ลงเยอะก็ปัดต่อไปอีก : b)

อยากที่เกริ่นไป Huawei Y9s ยังมาพร้อม Google Mobile Services กับ Google Play อยู่ สามารถใช้งานบริการจาก Google ได้ไม่ติดขัดอะไร

ส่วนชุดเครื่องมือหรือแอปฯ จาก Huawei ก็มีมาให้ (ไม่มีสิแปลก) ทว่าตัว Huawei Store ต้องไปโหลดเอาใน Google Play เองนะ

แบตฯ ขนาด 4000 mAh ของตัว Huawei Y9s จากที่ลองใช้อย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับเลยว่าอึดจริง ตัวเครื่องสามารถเล่นเกม ดูหนัง ไถ่หน้า FB ได้ยาว ๆ ทั้งวัน หากไม่ใช้งานหนัก ๆ ก็อยู่ได้ถึง 2 วัน อีกทั้งตัวเครื่องยังมีฟีเจอร์ช่วยบริการจัดการพลังงาน ให้ยืดอายุการใช้งานแบตฯ ได้นานขึ้นอีกด้วย

ทีเด็ดอีกอย่างของ Huawei Y9s คือระบบสแกนลายนิ้วมือจากปุ่ม Power ที่ตอบสนองได้ไวดี ส่วนนี้จากใจเลย หากเทียบกับสมาร์ทโฟนที่มีช่องสแกนลายนิ้วมือหลังเครื่อง หรือปุ่ม Home (ไม่ก็หน้าจอ) ยังไงผมก็ชอบสแกนลายนิ้วมือจากปุ่ม Power มากสุดจริง ๆ

เทสระบบสแกนลายนิ้วมือของ Huawei Y9s

ประสิทธิภาพ

ขุมพลังของ Huawei Y9s คือ Hisilicon Kirin 710F เป็นซีพียู 8 Core สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนระดับกลาง-ล่าง ของ Huawei พร้อมการ์ดจอ (มะลิ) Mali-G51 MP4 เจ้าเก่า แต่รอบนี้มีแรมเพิ่มเป็น 6GB + รอม 128GB

ลองจับเทสด้วย Antutu ก็ได้คะแนนไป 181,390 แรงพอ ๆ กับ Samsung S7 Edge สมัยนู้น หรือ Exynos 9611 ใน Samsung A51 ณ ปัจจุบัน ส่วนคะแนนอ่านเขียนของรอม 128GB ก็ได้ไป 827.68 MB/s สำหรับอ่าน และ 193.77 MB/s สำหรับเขียน

เทสเกม Honkai Impact 3 บน Huawei Y9s

เทสเกม Call of Duty: Mobile บน Huawei Y9s

กล้องหลัง

สำหรับใครที่กำลังเล็งตัว Huawei Y7p อยู่ ลองดูจากรีวิวนี้ได้เลย สืบเนื่องจากตัว Huawei Y9s มีกล้องหลัง 3 ตัวแบบเดียวกันกับ Huawei Y7p เป๊ะ ๆ  แบ่งเป็น เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล F/1.8 เลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล F/2.4 และ Depth Sensor หรือเลนส์ถ่ายชัดลึก 2 ล้านพิกเซล F/2.4

หน้า UI ควบคุมกล้องที่ปรับใหม่ ให้ใช้งานง่ายขึ้น

ส่วนการสลับเลนส์กล้องระหว่าง 48 ล้านพิกเซลของเลนส์หลัก กับ 8 ล้านพิกเซลของเลนส์มุมกว้าง สามารถจิ้มเพื่อเปลี่ยนได้ทันที หากแต่จากที่ลองใช้ กลับมีจิ้มติดบางไม่ติดบ้าง ยังไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง


ทุกภาพถ่ายโดยกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล พร้อมกด Auto ปิด AI ไม่ปรับอะไรทั้งสิ้น

เปรียบเทียบภาพจากเลนส์หลัก (ซ้าย) และเลนส์มุมกว้าง (ขวา)

 

เปรียบเทียบภาพจากระยะปกติ (ซ้าย) และซูมจนสุด (ขวา)

ตัวอย่างภาพถ่ายกลางคืน

กล้องหน้า

ลองเทสกล้องหน้าแบบ Pop-Up ความละเอียด 16 F/2.2 พร้อมเปิดโหมดถ่ายภาพบุคคล

ตัวอย่างภาพที่ได้

สรุป

ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลาง ในราคาไม่เกินหมื่นที่คุ้มค่ารุนหนึ่งเลย ตัว Huawei Y9s มีจุดเด่นใหญ่ ๆ ห้าจุดด้วยกันอาทิ จอ 6.59 นิ้วแบบเต็มตา (ไม่มีรูกล้องหน้า), กล้องหลัง 3 ตัว พร้อมความละเอียดสูง 48 ล้านพิเซล (เลนส์หลัก), มาพร้อมแรม 6GB + รอม 128GB, แบตฯ อึดจริง และสุดท้ายคือราคาไม่เกินหมื่นนี้เอง ซึ่งตัว Huawei Y9s ก็เปิดราคาที่ 7,990 บาท เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตัวเครื่องใช้ Hisilicon Kirin 710F ซึ่งถือเป็นซีพียูที่พอใช้งานได้ ยังไม่ได้แรงจนเล่นเกมได้ลื่นหมด จากที่ลองเทส บางเกมที่กินสเปกหนัก ๆ ยังต้องปรับการแสดงผลให้ตกลงมา ถึงจะได้เล่นได้ลื่น ๆ แต่นอกนั้นตัว Huawei Y9s นับว่าดีงามตามราคาเลยครับ

รีวิว : ASUS ZenBook Flip 14 UX463F จอทัชคู่ ดีไซน์หรู ใช้งานสนุก

ปกติเวลาเราใช้งานโน้ตบุ๊ก หลัก ๆ คงไม่พ้นการนั่งพิมพ์หรือต่อเมาส์เพื่อความสะดวก แต่หลังมีโน้ตบุ๊ก 2-in-1 เข้ามา จากเอานิ้วพิมพ์บนแป้นอย่างเดียว ก็มีจิ้มหน้าจอหรือไม่ก็เอาปากกา Stylus ขีดเขียนเพิ่มเติม ใช้งานได้หลากหลายขึ้น

Continue reading

รีวิว : Garmin Venu ดีไซน์สวยเท่ จอคมชัด แบตฯ อึดทน 5 วัน

 

จากสถานการณ์ช่วงนี้เอง ‘สุขภาพดี’ คงเป็นสุดยอดสมบัติของใครหลาย ๆ คนไปเลย ซึ่งการจะมีสุขภาพดีได้นั้น ก็ย่อมไม่พ้นการดูแลตัวเอง ทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนเพียงพอ แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง บางคนจึงทำได้ไม่ครบ หรือไม่ได้ทำเลย (เช่นผมเป็นต้น…) ยังดีที่ในยุคนี้เรามีตัวช่วยกระตุ้นชั้นดีอย่าง Fitness Tracker สายรัดข้อมือเพื่อ หรือ Smart Watch นาฬิกาออกกำลังกาย ซึ่งในรีวิวนี้จะมาพูดถึง Garmin Venu นาฬิกาออกกำลังกายตัวใหม่นี้กัน

Garmin Venu เป็นนาฬิกาออกกำลังกายรุ่นอัพเกรดใหม่ ซึ่งมาพร้อมดีไซน์หรูหราแบบสวยเท่ กับหน้าจอ AMOLED ความคมชัดสูง ด้านฟีเจอร์ยังคงจัดเต็มตามสไตล์แบรนด์ Garmin โดยมีสารพัดเซ็นเซอร์ อาทิ Pulse Ox วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด, วัดพลังงาน, วัดการเต้นของหัวใจ, ติดตามการหายใจ, ติดตามการนอน, ติดตามรอบประจำเดือน, ติดตามความเครียด, ติดตามการดื่มน้ำ และฟีเจอร์ช่วยออกกำลังกายอีกเพียบ ซึ่งด้วยคุณสมบัติระดับนี้ แต่กลับมีราคาจับต้องง่ายเกินคาด โดยตัว Garmin Venu จะดีงามขนาดไหนนั้น ลองมาดูกันครับ

รายละเอียดสเปก Garmin Venu 

 

 

วัสดุเลนส์ Corning® Gorilla® Glass 3
วัสดุกรอบจอแสดงผล สแตนเลส
วัสดุตัวเรือน โพลีเมอร์ที่เสริมด้วยไฟเบอร์พร้อมฝาครอบโพลีเมอร์ด้านหลัง
ความสามารถใช้ร่วมกับสาย Quick Release ใช่ (20 มม.)
วัสดุสาย ซิลิโคน
ขนาดเครื่อง 43.2 x 43.2 x 12.4 มม.
หน้าจอสัมผัส
ขนาดหน้าจอ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2” (30.4 มม.)
ความละเอียดหน้าจอ 390 x 390  พิกเซล
ประเภทหน้าจอ AMOLED
มีตัวเลือกเสริมโหมดหน้าจอสว่างตลอด
น้ำหนัก 46.3 กรัม
ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ โหมดสมาร์ทวอทช์: นานถึง 5 วัน
โหมด GPS และเพลง: นานถึง 6 ชั่วโมง
โหมด GPS แบบไม่เล่นเพลง: นานถึง 18 ชั่วโมง
ระดับการกันน้ำ สำหรับว่ายน้ำ, 5 ATM
หน้าจอสี
หน่วยความจำ/ประวัติ การออกกำลังกายแบบจับเวลา 7 กิจกรรม และติดตามข้อมูลกิจกรรมได้นาน 14 วัน

วัสดุและดีไซน์

 

 

ตัว Garmin Venu ที่ได้มารีวิวนี้คือรุ่น Black/Gold หรือสีดำขอบทอง ส่วนตัวค่อนข้างถูกใจสีนี้พอควร แต่ก็มีคนชอบสีอื่นมากกว่าอย่าง Black with Slate, Granite Blue with Silver และ Light Sand with Rose Gold ก็แล้วแต่ความชอบกันไป กลับมาที่ Garmin Venu กันต่อ ตัวเรือนใช้วัสดุเป็นโพลีเมอร์ + ไฟเบอร์ ทำให้มีน้ำหนักเบา (46.3 กรัม) แต่กลับดูคล้ายอลูมิเนียม คือมันมีความเงางาม และมีความแข็งแรงในระดับหนึ่งเลย (พิสูจน์โดยการเผลอเอาขอบไปชนเสา แต่ตัวเรือนกลับไม่เป็นอะไรเลย)

 

 

 

ส่วนสายเป็นซิลิโคนอย่างดี ใส่แล้วแทบไม่รู้สึกอัดอึด โดยเฉพาะเวลาเหงื่อออก ทั้งนี้ตัวสายยังเป็น Quick Release ขนาด 20 มม. ต่างจากตัว Garmin Vivoactive 4 อีกรุ่นที่มีสเปกเหมือนกันเป๊ะ ยกเว้นหน้าจอกับตัวสายซึ่งเป็น Quick Release ขนาด 22 มม. แทน

 

 

 

 

เปรียบเทียบ Garmin Venu กับ Garmin Vivoactive 4 จะเห็นเลยว่าตัวสายของ Venu มีขนาดเล็กกว่า ผอมเพรียวกว่า

 

 

 

 

ด้านดีไซน์ก็เหมือนจะทำออกมาให้ดูคล้ายกับนาฬิกาจริง ๆ โดยมาเป็นทรงคลาสสิก พร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 390 x 390  พิกเซล มีความคมชัดสูงมาก (สำหรับ Smart Watch) ขนาดที่ว่าใครเลือกหน้าจอแสดงผลแบบนาฬิกาอนาล็อก ดูไกล ๆ คือแทบไม่รู้เลยว่าเป็นจอแสดงผล ทั้งนี้ตัวเรือนของ Garmin Venu มีความเพรียวบางระดับหนึ่ง สามารถใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

 

 

 

 

แต่ถ้าเทียบตัวเรือนกับ Garmin Vivoactive 4 แล้ว จะเห็นเลยว่าตัว Vivoactive 4 มีดีไซน์ดู Sport กว่า โดยส่วนตัวคิดว่าเหมาะสำหรับผู้ชายมากกว่า

 

 

ตัวอย่าง Garmin Venu ขณะใส่ในข้อมือผู้ชาย (ซ้าย) กับข้อมือผู้หญิง (ขวา)

 

 

 

ในส่วนของเซ็นเซอร์ Garmin Venu อย่างที่เกริ่นไปตอนแรก ซึ่งเมื่อลองดูจากตัวเซ็นเซอร์จริง ๆ จะเห็นเลยว่ามี 4 ขีด แต่หากดูจากสเปก ก็มีระบุสารพัดเซ็นเซอร์ภายในมากมาย โดยประกอบไปด้วย GLONASS, Galileo, Garmin Elevate (วัดอัตราการเต้นหัวใจ) วัดความสูงด้วยความดันอากาศ, เข็มทิศอิเล็กทรอนิกส์, Gyroscope, มาตรวัดความเร่ง, Pulse Ox และ GPS

การใช้งาน

 

 

 

ตัวช่วยกระตุ้นชั้นดี ตามที่กล่าวไปก่อนหน้า แม้ผมจะบอกว่า Garmin Venu มีราคาจับต้องง่าย แต่หากซื้อมาใส่ดูนาฬิกาอย่างเดียว ยังไงก็ไม่คุ้มค่าตัวแน่นอน ดังนั้นใครที่ซื้อมาใส่ ก็ต้องมีแผนแล้วว่า จะซื้อมาเพื่อ ‘กระตุ้น’ การดูแลตัวเองโดยเฉพาะ เอาให้คุ้มกับราคาของมัน การใช้งานก็แน่นอนว่า สวมใส่กับข้อมือ จากนั้นก็โหลดแอปฯ Garmin Connect เพื่อเริ่มการใช้งานที่แท้จริง

 

 

 

 

นอกจากหน้าจอแสดงนาฬิกาแล้ว Garmin Connect หากปัดขึ้นก็จะมีหน้าดูสถานะหลัก ๆ อย่าง วัดการเต้นของหัวใจ, นับจำนวนก้าว, นับขั้นก้าวเดินขึ้นบันได, และการเบิร์นแคลอรี่ ตามสไตล์ Smart Watch นาฬิกาออกกำลังกาย

 

 

 

และด้วยความที่เป็น Smart Watch ก็จะมีฟีเจอร์สำหรับใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟน โดยตัว Garmin Venu หากกดปุ่มล่างค้าง ก็จะมีหน้าไอคอนปรากฏเป็นวงกลมตามภาพ สามารถจิ้มแต่ละไอคอนเพื่อเข้าดูได้เลย

 

 

 

 

หากมีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน (ผ่านแอปฯ Garmin Connect) ตัว Garmin Venu สามารถแสดง Notification แทนสมาร์ทโฟนได้ด้วย โดยหากมีข้อความ SMS, Line หรือ Twitter เข้าสมาร์ทโฟนเรา หน้าจอของ Garmin Venu ก็สามารถแสดงให้เห็นโดยย่อทันที 

 

ประสิทธิภาพ

 

 

เพื่อให้ใช้งาน Garmin Venu ได้เต็มประสิทธิภาพ ใครมีสมาร์ทโฟนไปโหลดแอปฯ Garmin Connect มาติดตั้ง และเชื่อมต่อให้เรียบร้อย จากนั้นก็จะเข้าสู่หน้า Dashboard วัดสถานะของร่างกายผู้ส่วมใส่ ซึ่งในหน้าหลักของแอปฯ ก็จะแสดงค่าต่าง ๆ โดยสรุปให้ดูเข้าใจง่าย โดยเอาวัดการเต้นของหัวใจ, นับจำนวนก้าว, นับขั้นก้าวเดินขึ้นบันได, และการเบิร์นแคลอรี่ มาขยายให้ดูละเอียดขึ้นนั้นเอง

 

 

 

 

ฟีเจอร์การวัดต่าง ๆ ก็มีมากมาย อย่างที่กล่าวไปคือมี Pulse Ox วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด, วัดพลังงาน, วัดการเต้นของหัวใจ, ติดตามการหายใจ, ติดตามการนอน, ติดตามความเครียด ส่วนตัวติดตามรอบประจำเดือนกับติดตามการดื่มน้ำ จะเป็นการกรอกข้อมูลลงไปโดยตรง เพื่อให้ตัว Garmin Venu หรือแอปฯ ช่วยคำนวนและให้คำแนะนำกับเราแทน

 

 

 

 

 

สำหรับฟีเจอร์ด้านการออกกำลังกาย หากเข้าเมนูนี้ ตัว Garmin Venu จะมีคำแนะนำพร้อมภาพ Animation สามมิติ แสดงตัวอย่างการออกท่าให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลย ส่วนในแอปฯ Garmin Connect ก็จะมีวิดีโอให้ดูอย่างพร้อมคำแนะนำ (เป็นภาษา ENG) อย่างละเอียด

 

 

 

 

เพื่อช่วยกระตุ้นการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น ในแอปฯ ก็จะมี Challenge ท้าทายผู้ใช้ โดยมีการมอบ Achievement หรือถ้วยรางวัล (แบบดิจิตอล) ให้กับเรา หากเรามีการเคลื่อนไหวหรือการดูแลตัวเองตามที่แอปฯ กำหนด ก็จะมีถ้วยรางวัลสวย ๆ มาโชว์ในบัญชีของเรา สามารถนำไปอวดในโลกโซเชียลได้อย่างภาคภูมิ

 

 

 

 

มีคำร่ำลือมาว่า GPS ใน Garmin คือ The Best อย่างในตัว Garmin Venu ก็มีเซ็นเซอร์หรือชิป GPS  ติดมาเลย ไม่ต้องเพิ่ง GPS ในสมาร์ทโฟนเหมือน Smart Watch บางรุ่น ทำให้ตัวมันเอง สามารถระบุพิกัดของผู้ใช้ได้โดยตรง

 

 

 

 

เพื่อเป็นการพิสูจน์ จึงลองเดินระยะยาวกว่า 4 กิโลเมตร โดยเปิด GPS ของตัว Garmin Venu พร้อมวัดเซ็นเซอร์นับก้าว, วัดการเต้นของหัวใจ และการนับระยะทาง ไปด้วยกันเลย ผลคือตัว GPS สามารถเก็บเส้นทางการเดินได้แม่นยำมาก โดยระหว่างที่เดินนั้น ลองเลี้ยวและเดินอ้อมไปมา พยายามไม่เดินเป็นเส้นตรง เพื่อให้ตัว GPS ทำงานจริง ๆ ผลที่ได้ก็ตามภาพเลย

นอกนั้นการวัดอื่น ๆ ก็ถูกสรุปมาให้เห็นอย่างละเอียด สามารถวัดได้กระทั้ง ความเร็วในการเดินกับอัตราการเต้นของหัวใจโดยเฉลี่ย ช่วยให้รู้สึกเลยว่า การเดินครั้งนี้เราได้อะไรมากกว่าที่คิด 

 

 

 

 

อีกหนึ่งฟีเจอร์ ที่เรียกได้ว่าเป็น ‘นวัตกรรม’ อย่าง เซ็นเซอร์ติดตามความเครียด หรือ All-day Stress ลองให้เพื่อนใส่ตัว Garmin Vivoactive 4 ที่มีใส้ในเหมือน Garmin Venu ทุกประการ (ยกเว้นหน้าจอแสดงผล) ซึ่งมีเซ็นเซอร์ติดตามความเครียดเช่นกัน ระะหว่างกำลังลุยงานอย่างเคร่งเครียด ตัว Garmin ก็แจ้งเตือนทันทีว่า คุณกำลังเครียด 

ลองไปหาข้อมูลดูว่ามันวัดยังไง ก็พบเบื้องหลังคือ ตัว Garmin จะคอยตรวจจับ ‘ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ’ ของผู้สวมใส่ สืบเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจ จะทำงานอัตโนมัติตามสภาพความเครียดของระบบประสาท ซึ่งทาง Garmin จะตีค่าส่วนนี้ว่าเป็น Heart Rate Variability หรือ HRV หน่วยวัดความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ เช่น ระบบประสาททำงานหนัก จะทำให้ค่า HRV สูง หรือมี ‘ค่าความตึงเครียด’ สูงนั้นเอง 

 

 

 

 

ท้ายนี้ขอปิดด้วยส่วนสำคัญของ Smart Watch ทุกรุ่นเลยคือ อายุการใช้งานแบตฯ ในตัว สำหรับ Garmin Venu ตามที่เคลมไว้ สามารถใช้งานได้เต็มที่ 5 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หลังลองใช้งานแล้ว ก็สามารถอยู่ได้นาน 5 วันจริง ๆ (ส่วน Garmin Vivoactive 4 อยู่ได้ 8 วัน) ซึ่งหากไม่เปิด GPS ก็ใช้งานได้ยาว ๆ เลย ส่วนการเสียบชาร์จ ก็ใช้สายที่แถมมา ต่อเข้ากับตัว Garmin Venu ได้ตรง ๆ โดยให้อารมณ์เหมือนเสียบสาย Lightning หรือ Type-C ไม่ต้องพลิกด้านให้เสียเวลา

 

 

สรุป

 

 

 

ใครที่กำลังมองหา Smart Watch สายออกกำลังกายสวย ๆ แต่ขอทรงหรูหรา ไม่ต้อง Sport มาก Garmin Venu น่าจะตอบโจทย์ได้ดี จุดเด่นหลักของรุ่น Venu นี้เลยคือ ดีไซน์หรูหรา สวยเท่ ใส่ได้ทั้งชายหญิง และมาพร้อมจอ AMOLED สวยคมชัด

ด้านฟีเจอร์กับเซ็นเซอร์ ก็ทำได้ครบครัน เทียบได้กับ Smart Watch ระดับ Hi-End หรือตัว Top ของ Garmin กันเลย ในขณะที่ราคาไม่ได้แรงตาม ซึ่งตัว Garmin Venu ก็สนนค่าตัวที่ 14,500 บาท เหมาะสำหรับใครที่อยากหาตัวช่วยกระตุ้นชั้นดี ที่ได้ทั้งดีไซน์ ความสามารถ และความคุ้มค่า 

 

รีวิว : Seagate One Touch SSD เร็วแรงในร่างจิ๋ว ดีไซน์เก๋น่าสัมผัส

จาก External HDD สู่ External SSD ที่มาพร้อมขนาดกะทัดรัด กับความเร็วอ่านเขียนรวดเร็วทันใจ ในยุคที่อะไร ๆ ก็บางเบาไปหมด External SSD หรือ SSD พกพาน่าจะตอบโจทย์มากที่สุดแล้ว (แต่ถ้าต้องการความจุเยอะ ๆ ก็ไป HDD โล้ด)

 

 

วันนี้เรามีรีวิวเจ้า One Touch SSD จาก Seagate ที่มาพร้อมดีไซน์เล็กพกพาง่าย กับวัสดุที่นึกไม่ถึงว่าจะทำออกมาจริง ๆ อย่าง ‘ผ้าทอ’ ให้สัมผัสแปลกไปอีกแบบ (จากปกติจะเป็นพลาสติกไม่ก็ยางหุ้ม) กับยังมีลวดลายสวยงาม โดยเฉพาะรุ่น Special Edition ที่มาเป็นลายพรางเลย ส่วนตัว One Touch SSD นี้ จะมีประสิทธิภาพขนาดไหน ลองมาดูกันครับ

ข้อมูลสเปก Seagate One Touch SSD

 

 

ความจุ : 500 GB (ความจุสูงสุด 1TB)
ระบบปฏิบัติการที่รองรับ : Windows & Mac (exFAT)
ความเร็วอ่านเขียน : 400 MB/s
ขนาด : 75 x 55.5 x 10 มม.
น้ำหนัก : 65 กรัม
สีให้เลือก : สีดำ กับ สีขาว (รุ่น Special Edition มี 4 สี อาทิ แดง, เทา, ฟ้า และเขียว)

แกะกล่อง

 

 

กล่องมาเป็นสีดำ พร้อมลวดลายคล้ายผ้าถักสวยงาม ส่วนภายในกล่องก๋ประกอบไปด้วย Seagate One Touch SSD, สาย USB 3.0 ยาว 20 เซนติเมตร, ชุดคู่มือถือ , Downloadable Toolkit software with Sync Plus, One-year Mylio Create plan และ Two-month Adobe Creative Cloud Photography plan

 

วัสดุและดีไซน์

 

 

ลองนึกภาพตามนะครับ นั่งอยู่เพื่อน ระหว่างนั้นเราก็เอาโน๊ตบุ๊กมานั่งทำงาน จากนั้นก็หยิบเอาเจ้า One Touch SSD  มาวางบนโต๊ะ เชื่อว่าต้องมีคนถาม ‘อะไรอ่ะ’ จากนั้นคงกลายเป็นอีก Topic ในวันนั้น เอาเป็นว่ามันสะดุดตาดีครับ ด้วยวัสดุที่เป็นเนื้อผ้าถัก ทำให้เกิดเป็นลวดลายสวยงามและไม่เหมือนใคร

โน้ตบุ๊กติดผ้า Alcantara (Surface Pro 7) ก็มีมาแล้ว ทำไมอุปกรณ์อื่นจะมีไม่ได้ : b

 

 

ขนาดของ One Touch SSD  ก็เล็กจริงอะไรจริง กว้างพอ ๆ กับบัตรหนึ่งใบเลย (แค่ไม่แบนเท่า) โดยมีขนาดเพียง 75 x 55.5 x 10 มม. และหนักแค่ 65 กรัม เท่านั้น สามารถพกติดกระเป๋าเสื้อหรือกางเกงได้สะดวก ไม่ก็เอาไปห้อยติดกระเป๋าก็ยังได้

 

 

สำหรับการเชื่อมต่อก็จะใช้พอร์ต USB 3.0 เหมือนเคย โดยเป็นหัว USB Type-A 3.0 to Type-B ที่คุ้นเคย แต่ตัวสายกลับเป็นสายถัก ดูแข็งแรงและสวยงามกว่าสายทั่วไป

การใช้งาน

 

แม้จะไม่ได้ใช้ USB Type-C ตามสมัยนิยม แต่ USB Type-A ก็ยังคงใช้งานกันแพร่หลาย โน้ตบุ๊กหรือ Desktop PC ยังมีพอร์ต USB Type-A อยู่หลายรุ่น ซึ่งรองรับการใช้งานได้ทั้ง Windows กับ MacOS (exFAT)

 

หากแต่ One Touch SSD เป็น SSD พกพา ถ้ามีหัวแปลง USB Type-A เป็น Type-C ก็สามารถต่อใช้งานกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต (ที่มีพอร์ต Type-C) ได้เลย

ประสิทธิภาพ

 

ตามสเปก ความเร็วอ่านเขียนของ One Touch SSD อยู่ที่ 400 MB/s ลองเทสด้วย AS SSD Benchmark ก็ได้ความเร็วเกินมานิด ๆ สำหรับ 1GB หากเป็น 5GB ก็มีลดลงไปเล็กน้อย

 

ลองโยนไฟล์ขนาด 8GB จำนวนพันกว่าไฟล์ ก็ใช้เวลาเขียนข้อมูลโดยประมาณ 230 MB/s ขึ้นไป ใช้เวลาไม่นาน

 

 

ในสมาร์ทโฟน ลองโยนไฟล์ขนาด 4GB จำนวน 955 ไฟล์ ลงใน One Touch SSD ก็ใช้เวลาเพียง 2 นาทีเท่านั้น

 

สรุป

 

ใครที่กำลังมองหา SSD พกพา ขอตัวเล็กพกง่าย และราคาไม่แรงมาก ลองดูตัว Seagate One Touch SSD นี้เลย โดยเปิดราคาเริ่มต้นที่ 2,690 บาท เท่านั้น นับว่าไม่แพงมากสำหรับ SSD พกพากับความจุ 500GB นี้ ส่วนขนาด 1TB อยู่ที่ 5,190 บาท และรุ่น Special Edition ลายพราง (500 GB) อยู่ที่ 2,790 บาท  

ประสิทธิภาพถือว่าโอเคเลย อ่านเขียนไว และรองรับการใช้งานได้หลากหลาย (Windows, MacOS, Android ส่วน iOS ยังไม่ได้ลอง…แต่ถ้าใช้กับ MacOS ได้ ใน iPad Pro ก็น่าจะใช้ได้เช่นกัน) ด้านดีไซน์ก็สวยงาม ขนาดพกพาง่ายมาก ๆ และดูพรีเมี่ยมเกินราคา

ทั้งนี้ในตัว One Touch SSD ยังแถมบริการสมาชิก Adobe Creative Cloud Photography Plan เป็นระยะเวลา 2 เดือน สมาชิก Mylio Create เป็นระยะเวลา 1 ปีด้วย พร้อมการรับประกัน 3 ปีครับ

 

 

รีวิว : Epson EcoTank L3150 สั่งพิมพ์ผ่าน Wi-Fi แท้งก์แท้เติมง่าย

กระแส ‘เครื่องพิมพ์ Wi-Fi’ (หรือเครื่องพิมพ์ไร้สาย) ยังคงมาแรง จากเมื่อต้องสั่งพิมพ์ผ่านคอมฯ เท่านั้น เดี๋ยวนี้ขอเพียงมีสมาร์ทโฟนตัวเดียว ก็สามารถสั่งการเครื่องพิมพ์ได้แทบทุกอย่างแล้ว

Continue reading