รีวิว : Garmin Venu ดีไซน์สวยเท่ จอคมชัด แบตฯ อึดทน 5 วัน

 

จากสถานการณ์ช่วงนี้เอง ‘สุขภาพดี’ คงเป็นสุดยอดสมบัติของใครหลาย ๆ คนไปเลย ซึ่งการจะมีสุขภาพดีได้นั้น ก็ย่อมไม่พ้นการดูแลตัวเอง ทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนเพียงพอ แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง บางคนจึงทำได้ไม่ครบ หรือไม่ได้ทำเลย (เช่นผมเป็นต้น…) ยังดีที่ในยุคนี้เรามีตัวช่วยกระตุ้นชั้นดีอย่าง Fitness Tracker สายรัดข้อมือเพื่อ หรือ Smart Watch นาฬิกาออกกำลังกาย ซึ่งในรีวิวนี้จะมาพูดถึง Garmin Venu นาฬิกาออกกำลังกายตัวใหม่นี้กัน

Garmin Venu เป็นนาฬิกาออกกำลังกายรุ่นอัพเกรดใหม่ ซึ่งมาพร้อมดีไซน์หรูหราแบบสวยเท่ กับหน้าจอ AMOLED ความคมชัดสูง ด้านฟีเจอร์ยังคงจัดเต็มตามสไตล์แบรนด์ Garmin โดยมีสารพัดเซ็นเซอร์ อาทิ Pulse Ox วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด, วัดพลังงาน, วัดการเต้นของหัวใจ, ติดตามการหายใจ, ติดตามการนอน, ติดตามรอบประจำเดือน, ติดตามความเครียด, ติดตามการดื่มน้ำ และฟีเจอร์ช่วยออกกำลังกายอีกเพียบ ซึ่งด้วยคุณสมบัติระดับนี้ แต่กลับมีราคาจับต้องง่ายเกินคาด โดยตัว Garmin Venu จะดีงามขนาดไหนนั้น ลองมาดูกันครับ

รายละเอียดสเปก Garmin Venu 

 

 

วัสดุเลนส์ Corning® Gorilla® Glass 3
วัสดุกรอบจอแสดงผล สแตนเลส
วัสดุตัวเรือน โพลีเมอร์ที่เสริมด้วยไฟเบอร์พร้อมฝาครอบโพลีเมอร์ด้านหลัง
ความสามารถใช้ร่วมกับสาย Quick Release ใช่ (20 มม.)
วัสดุสาย ซิลิโคน
ขนาดเครื่อง 43.2 x 43.2 x 12.4 มม.
หน้าจอสัมผัส
ขนาดหน้าจอ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2” (30.4 มม.)
ความละเอียดหน้าจอ 390 x 390  พิกเซล
ประเภทหน้าจอ AMOLED
มีตัวเลือกเสริมโหมดหน้าจอสว่างตลอด
น้ำหนัก 46.3 กรัม
ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ โหมดสมาร์ทวอทช์: นานถึง 5 วัน
โหมด GPS และเพลง: นานถึง 6 ชั่วโมง
โหมด GPS แบบไม่เล่นเพลง: นานถึง 18 ชั่วโมง
ระดับการกันน้ำ สำหรับว่ายน้ำ, 5 ATM
หน้าจอสี
หน่วยความจำ/ประวัติ การออกกำลังกายแบบจับเวลา 7 กิจกรรม และติดตามข้อมูลกิจกรรมได้นาน 14 วัน

วัสดุและดีไซน์

 

 

ตัว Garmin Venu ที่ได้มารีวิวนี้คือรุ่น Black/Gold หรือสีดำขอบทอง ส่วนตัวค่อนข้างถูกใจสีนี้พอควร แต่ก็มีคนชอบสีอื่นมากกว่าอย่าง Black with Slate, Granite Blue with Silver และ Light Sand with Rose Gold ก็แล้วแต่ความชอบกันไป กลับมาที่ Garmin Venu กันต่อ ตัวเรือนใช้วัสดุเป็นโพลีเมอร์ + ไฟเบอร์ ทำให้มีน้ำหนักเบา (46.3 กรัม) แต่กลับดูคล้ายอลูมิเนียม คือมันมีความเงางาม และมีความแข็งแรงในระดับหนึ่งเลย (พิสูจน์โดยการเผลอเอาขอบไปชนเสา แต่ตัวเรือนกลับไม่เป็นอะไรเลย)

 

 

 

ส่วนสายเป็นซิลิโคนอย่างดี ใส่แล้วแทบไม่รู้สึกอัดอึด โดยเฉพาะเวลาเหงื่อออก ทั้งนี้ตัวสายยังเป็น Quick Release ขนาด 20 มม. ต่างจากตัว Garmin Vivoactive 4 อีกรุ่นที่มีสเปกเหมือนกันเป๊ะ ยกเว้นหน้าจอกับตัวสายซึ่งเป็น Quick Release ขนาด 22 มม. แทน

 

 

 

 

เปรียบเทียบ Garmin Venu กับ Garmin Vivoactive 4 จะเห็นเลยว่าตัวสายของ Venu มีขนาดเล็กกว่า ผอมเพรียวกว่า

 

 

 

 

ด้านดีไซน์ก็เหมือนจะทำออกมาให้ดูคล้ายกับนาฬิกาจริง ๆ โดยมาเป็นทรงคลาสสิก พร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 390 x 390  พิกเซล มีความคมชัดสูงมาก (สำหรับ Smart Watch) ขนาดที่ว่าใครเลือกหน้าจอแสดงผลแบบนาฬิกาอนาล็อก ดูไกล ๆ คือแทบไม่รู้เลยว่าเป็นจอแสดงผล ทั้งนี้ตัวเรือนของ Garmin Venu มีความเพรียวบางระดับหนึ่ง สามารถใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

 

 

 

 

แต่ถ้าเทียบตัวเรือนกับ Garmin Vivoactive 4 แล้ว จะเห็นเลยว่าตัว Vivoactive 4 มีดีไซน์ดู Sport กว่า โดยส่วนตัวคิดว่าเหมาะสำหรับผู้ชายมากกว่า

 

 

ตัวอย่าง Garmin Venu ขณะใส่ในข้อมือผู้ชาย (ซ้าย) กับข้อมือผู้หญิง (ขวา)

 

 

 

ในส่วนของเซ็นเซอร์ Garmin Venu อย่างที่เกริ่นไปตอนแรก ซึ่งเมื่อลองดูจากตัวเซ็นเซอร์จริง ๆ จะเห็นเลยว่ามี 4 ขีด แต่หากดูจากสเปก ก็มีระบุสารพัดเซ็นเซอร์ภายในมากมาย โดยประกอบไปด้วย GLONASS, Galileo, Garmin Elevate (วัดอัตราการเต้นหัวใจ) วัดความสูงด้วยความดันอากาศ, เข็มทิศอิเล็กทรอนิกส์, Gyroscope, มาตรวัดความเร่ง, Pulse Ox และ GPS

การใช้งาน

 

 

 

ตัวช่วยกระตุ้นชั้นดี ตามที่กล่าวไปก่อนหน้า แม้ผมจะบอกว่า Garmin Venu มีราคาจับต้องง่าย แต่หากซื้อมาใส่ดูนาฬิกาอย่างเดียว ยังไงก็ไม่คุ้มค่าตัวแน่นอน ดังนั้นใครที่ซื้อมาใส่ ก็ต้องมีแผนแล้วว่า จะซื้อมาเพื่อ ‘กระตุ้น’ การดูแลตัวเองโดยเฉพาะ เอาให้คุ้มกับราคาของมัน การใช้งานก็แน่นอนว่า สวมใส่กับข้อมือ จากนั้นก็โหลดแอปฯ Garmin Connect เพื่อเริ่มการใช้งานที่แท้จริง

 

 

 

 

นอกจากหน้าจอแสดงนาฬิกาแล้ว Garmin Connect หากปัดขึ้นก็จะมีหน้าดูสถานะหลัก ๆ อย่าง วัดการเต้นของหัวใจ, นับจำนวนก้าว, นับขั้นก้าวเดินขึ้นบันได, และการเบิร์นแคลอรี่ ตามสไตล์ Smart Watch นาฬิกาออกกำลังกาย

 

 

 

และด้วยความที่เป็น Smart Watch ก็จะมีฟีเจอร์สำหรับใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟน โดยตัว Garmin Venu หากกดปุ่มล่างค้าง ก็จะมีหน้าไอคอนปรากฏเป็นวงกลมตามภาพ สามารถจิ้มแต่ละไอคอนเพื่อเข้าดูได้เลย

 

 

 

 

หากมีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน (ผ่านแอปฯ Garmin Connect) ตัว Garmin Venu สามารถแสดง Notification แทนสมาร์ทโฟนได้ด้วย โดยหากมีข้อความ SMS, Line หรือ Twitter เข้าสมาร์ทโฟนเรา หน้าจอของ Garmin Venu ก็สามารถแสดงให้เห็นโดยย่อทันที 

 

ประสิทธิภาพ

 

 

เพื่อให้ใช้งาน Garmin Venu ได้เต็มประสิทธิภาพ ใครมีสมาร์ทโฟนไปโหลดแอปฯ Garmin Connect มาติดตั้ง และเชื่อมต่อให้เรียบร้อย จากนั้นก็จะเข้าสู่หน้า Dashboard วัดสถานะของร่างกายผู้ส่วมใส่ ซึ่งในหน้าหลักของแอปฯ ก็จะแสดงค่าต่าง ๆ โดยสรุปให้ดูเข้าใจง่าย โดยเอาวัดการเต้นของหัวใจ, นับจำนวนก้าว, นับขั้นก้าวเดินขึ้นบันได, และการเบิร์นแคลอรี่ มาขยายให้ดูละเอียดขึ้นนั้นเอง

 

 

 

 

ฟีเจอร์การวัดต่าง ๆ ก็มีมากมาย อย่างที่กล่าวไปคือมี Pulse Ox วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด, วัดพลังงาน, วัดการเต้นของหัวใจ, ติดตามการหายใจ, ติดตามการนอน, ติดตามความเครียด ส่วนตัวติดตามรอบประจำเดือนกับติดตามการดื่มน้ำ จะเป็นการกรอกข้อมูลลงไปโดยตรง เพื่อให้ตัว Garmin Venu หรือแอปฯ ช่วยคำนวนและให้คำแนะนำกับเราแทน

 

 

 

 

 

สำหรับฟีเจอร์ด้านการออกกำลังกาย หากเข้าเมนูนี้ ตัว Garmin Venu จะมีคำแนะนำพร้อมภาพ Animation สามมิติ แสดงตัวอย่างการออกท่าให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลย ส่วนในแอปฯ Garmin Connect ก็จะมีวิดีโอให้ดูอย่างพร้อมคำแนะนำ (เป็นภาษา ENG) อย่างละเอียด

 

 

 

 

เพื่อช่วยกระตุ้นการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น ในแอปฯ ก็จะมี Challenge ท้าทายผู้ใช้ โดยมีการมอบ Achievement หรือถ้วยรางวัล (แบบดิจิตอล) ให้กับเรา หากเรามีการเคลื่อนไหวหรือการดูแลตัวเองตามที่แอปฯ กำหนด ก็จะมีถ้วยรางวัลสวย ๆ มาโชว์ในบัญชีของเรา สามารถนำไปอวดในโลกโซเชียลได้อย่างภาคภูมิ

 

 

 

 

มีคำร่ำลือมาว่า GPS ใน Garmin คือ The Best อย่างในตัว Garmin Venu ก็มีเซ็นเซอร์หรือชิป GPS  ติดมาเลย ไม่ต้องเพิ่ง GPS ในสมาร์ทโฟนเหมือน Smart Watch บางรุ่น ทำให้ตัวมันเอง สามารถระบุพิกัดของผู้ใช้ได้โดยตรง

 

 

 

 

เพื่อเป็นการพิสูจน์ จึงลองเดินระยะยาวกว่า 4 กิโลเมตร โดยเปิด GPS ของตัว Garmin Venu พร้อมวัดเซ็นเซอร์นับก้าว, วัดการเต้นของหัวใจ และการนับระยะทาง ไปด้วยกันเลย ผลคือตัว GPS สามารถเก็บเส้นทางการเดินได้แม่นยำมาก โดยระหว่างที่เดินนั้น ลองเลี้ยวและเดินอ้อมไปมา พยายามไม่เดินเป็นเส้นตรง เพื่อให้ตัว GPS ทำงานจริง ๆ ผลที่ได้ก็ตามภาพเลย

นอกนั้นการวัดอื่น ๆ ก็ถูกสรุปมาให้เห็นอย่างละเอียด สามารถวัดได้กระทั้ง ความเร็วในการเดินกับอัตราการเต้นของหัวใจโดยเฉลี่ย ช่วยให้รู้สึกเลยว่า การเดินครั้งนี้เราได้อะไรมากกว่าที่คิด 

 

 

 

 

อีกหนึ่งฟีเจอร์ ที่เรียกได้ว่าเป็น ‘นวัตกรรม’ อย่าง เซ็นเซอร์ติดตามความเครียด หรือ All-day Stress ลองให้เพื่อนใส่ตัว Garmin Vivoactive 4 ที่มีใส้ในเหมือน Garmin Venu ทุกประการ (ยกเว้นหน้าจอแสดงผล) ซึ่งมีเซ็นเซอร์ติดตามความเครียดเช่นกัน ระะหว่างกำลังลุยงานอย่างเคร่งเครียด ตัว Garmin ก็แจ้งเตือนทันทีว่า คุณกำลังเครียด 

ลองไปหาข้อมูลดูว่ามันวัดยังไง ก็พบเบื้องหลังคือ ตัว Garmin จะคอยตรวจจับ ‘ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ’ ของผู้สวมใส่ สืบเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจ จะทำงานอัตโนมัติตามสภาพความเครียดของระบบประสาท ซึ่งทาง Garmin จะตีค่าส่วนนี้ว่าเป็น Heart Rate Variability หรือ HRV หน่วยวัดความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ เช่น ระบบประสาททำงานหนัก จะทำให้ค่า HRV สูง หรือมี ‘ค่าความตึงเครียด’ สูงนั้นเอง 

 

 

 

 

ท้ายนี้ขอปิดด้วยส่วนสำคัญของ Smart Watch ทุกรุ่นเลยคือ อายุการใช้งานแบตฯ ในตัว สำหรับ Garmin Venu ตามที่เคลมไว้ สามารถใช้งานได้เต็มที่ 5 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หลังลองใช้งานแล้ว ก็สามารถอยู่ได้นาน 5 วันจริง ๆ (ส่วน Garmin Vivoactive 4 อยู่ได้ 8 วัน) ซึ่งหากไม่เปิด GPS ก็ใช้งานได้ยาว ๆ เลย ส่วนการเสียบชาร์จ ก็ใช้สายที่แถมมา ต่อเข้ากับตัว Garmin Venu ได้ตรง ๆ โดยให้อารมณ์เหมือนเสียบสาย Lightning หรือ Type-C ไม่ต้องพลิกด้านให้เสียเวลา

 

 

สรุป

 

 

 

ใครที่กำลังมองหา Smart Watch สายออกกำลังกายสวย ๆ แต่ขอทรงหรูหรา ไม่ต้อง Sport มาก Garmin Venu น่าจะตอบโจทย์ได้ดี จุดเด่นหลักของรุ่น Venu นี้เลยคือ ดีไซน์หรูหรา สวยเท่ ใส่ได้ทั้งชายหญิง และมาพร้อมจอ AMOLED สวยคมชัด

ด้านฟีเจอร์กับเซ็นเซอร์ ก็ทำได้ครบครัน เทียบได้กับ Smart Watch ระดับ Hi-End หรือตัว Top ของ Garmin กันเลย ในขณะที่ราคาไม่ได้แรงตาม ซึ่งตัว Garmin Venu ก็สนนค่าตัวที่ 14,500 บาท เหมาะสำหรับใครที่อยากหาตัวช่วยกระตุ้นชั้นดี ที่ได้ทั้งดีไซน์ ความสามารถ และความคุ้มค่า 

 

ถูกสุด ณ จุดนี้! True จัดโปรแลกพอยด์รับส่วนลด AirPods Pro 6,990.-

 

มาทีหลัง แต่ปังกว่า ยอมให้ทรูไปเลยจ้า ราคาเค้าดีจริง!
AirPods Pro 6,990 บาท (ปกติราคา 9,490 บาท)

เฉพาะลูกค้า True ที่มีแต้มบุญถึง 2,500 ทรูพอยท์ นำมาแลกส่วนลดได้ 2,500 บาท
จำนวนจำกัดที่ True Shop & TrueSphere สาขาที่ร่วมรายการเท่านั้น

📆 วันนี้ถึง 31 มค. 63
1 คน 1 สิทธิ์ กด *878*807149# โทรออก
สินค้ามีจำนวนจำกัด และไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่นได้

📌 TrueSphere
– ICONSIAM
– Siam Paragon
– Central world
– EmQuartier
– CentralPlaza Westgate
– Megabangna
– FuturePark Rangsit
– The Mall Bangkapi
– Central Festival Eastville

Hp มาแล้ว โน้ตบุ๊ก 2 รุ่นใหม่ บางเบา-แบตอึด!

 

มาช้า แต่มานะ หลังจากที่ HP ไม่ได้เปิดตัวโปรดักส์ใหม่มาสักพัก

วันนี้ HP ได้เปิดตัว Notebook ใหม่สองรุ่น HP Spectre X360 และ Elite Dragonfly โดย Commart ได้รับเชิญร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย

เริ่มกันที่ HP Spectre X360 เป็นรุ่นที่ออกแบบให้ในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป เสปคเริ่มต้นคือ Intel Core i5 Gen10 ไปจนถึง Intel Core – i7 Gen10 สามารถอัพแรมได้สูงสุดถึง 16GB เป็น SDRam DDR4 บัส 3200

จุดเด่นคือ สามารถพับหน้าจอได้ 360 องศา รองรับ Wifi 6 มี Fast Charge สามารถชาร์จได้ 50% ภายใน 30 นาที น้ำหนักอยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม แบตเตอรี่ใช้งานได้ 16 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้นที่ 42,900

 


.

 

ส่วน HP Elite Dragonfly เป็นรุ่นที่ออกแบบมาใช้งานในองค์กร สเปคเริ่มต้นเป็น Intel Core – i3 ไปจนถึง Core – i7 แต่ใช้ CPU เป็น Intel Gen8 ในเรื่อง Ram ใช้ SDRAM แต่เป็น DDR3 – 2133 เพื่อลดการใช้พลังงาน สามารถอัพแรมได้สูงสุดที่ 16 GB รองรับ Wifi6

 


.

 

จุดเด่นของ HP Elite Dragonfly คือ น้ำหนักมันไม่ถึง 1 กิโลกรัมอ่ะ ลองถือแล้วเบามือมาก ซึ่งแน่นอนว่ามันออกมาแบบมาให้ทำงาน น้ำหนักเบาที่สุดถือว่าตอบโจทย์ อีกหนึ่งจุดเด่นของเรื่องของแบตเตอรี่ ที่ HP เคลมไว้ว่าใช้งานได้มากถึง 24 ชั่วโมง และซอฟแวร์ HP Sureview และ HP SureSense โดย HP Sureview จะเป็นโหมด เปิด – ปิด มุมมองแบบข้างจอ เพื่อไม่ให้ใครมาแอบดูข้อมูลเวลาเราทำงาน ส่วน HP SureSense คือระบบ Ai ที่ช่วยปกป้องข้อมูล หากเราอาจเผลอทำข้อมูลตัวเองรั่วไหล ราคาเริ่มต้นที่ 46,900

 

 

จิ๋วแต่แจ๋ว Mini PC ออกใหม่ Razer Tomahawk ตัวเล็ก อัพสเปกได้

 

จิ๋วแต่แรง Razer เปิดตัว Tomahawk เครื่อง Mini PC แบบ Modular อัพสเปกได้

 

งาน CES ปีนี้เดือดจริง ๆ ผลัดกันโชว์ของดีอย่างไม่ขาดสาย ล่าสุดทาง Razer ได้นำ “Tomahawk” หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า Razer Tomahawk N1 Chassis เครื่อง Mini PC สเปกโหดมาโชว์ พร้อมชูโรงฟีเจอร์ Modular ที่ถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในได้อย่างง่ายดาย สามารถอัพเกรดสเปกได้สะดวก

ขนาดของตัว Razer Tomahawk ถือว่าพอ ๆ กับเคส Mini ITX หรือใหญ่กว่า External Graphic Card (EGPU) กล่องการ์ดจอแยกสำหรับโน้ตบุ๊กเล็กน้อย แต่ก็นับว่าช่วยประหยัดพื้นที่พอควร

สเปกภายในสามารถอัดได้ระดับ Intel Core i9 กับการ์ดจอ Nvidia GeForce RTX 2080 Super ใส่แรมได้สูงสุด 64GB 2666MHz และมีช่องใส่ SSD แบบ M.2 ให้ 2 ช่อง ทั้งนี้ตัวซีพียูก็ดึงเอาโมดูลจาก Intel NUC Element มาใช้ทั้งแผงเลย

นอกจากสเปกที่เลือกปรับได้แล้ว ตัว Razer Tomahawk ก็มี PSU ติดมาให้พร้อมใช้งาน และมีพอร์ตเชื่อมต่อครบครัน อาทิ HDMI 2.0 x 2 , Thunderbolt x 3 , USB 3.2 Gen2 Type-A x 6 และช่อง LAN 10/100/1000 Mbps จาก Intel ให้ 2 ช่อง

ท้ายนี้ Razer Tomahawk เปิดราคาเริ่มต้นที่ 2,000 เหรียญฯ หรือประมาณ 60,600 บาท กับสเปก Intel Core i7 + แรม 16GB และ SSD 512GB ส่วนการ์ดจอไม่เผย (คาดใช้ RTX 2060 เป็นตัวเริ่มต้น) เตรียมวางขายช่วงเดือนมิถุนายนนี้ครับ

 

ที่มา : https://www.theverge.com/…/razer-tomahawk-desktop-gaming-pc…

 

 

ราคาต้องมาแล้ว! Surface Pro X Tablet PC วางขาย 28 มกราคมนี้

 

เปิดราคา Surface Pro X สั่งจอง 13 มกราคม วางขาย 28 มกราคมนี้

 

ราคาไทยมาแล้ว Surface Pro X แท็บเล็ต PC ขับเคลื่อนด้วย Windows 10 โดยขุมพลัง Microsoft SQ1 เน้นความคล่องตัว

สำหรับ Microsoft SQ1 เป็นซีพียู ARM ที่ Microsoft ร่วมพัฒนากับ Qualcomm เน้นใช้งานบนโน้ตบุ๊กโดยเฉพาะ แต่ยังประหยัดพลังงาน ใช้งานได้นานถึง 13 ชั่วโมง และเชื่อมต่อ LTE หรือต่อเน็ตได้ตลอดเวลาเหมือนสมาร์ทโฟน

ตัว Surface Pro X มาพร้อมดีไซน์บางเฉียบ โดยบางเพียง 7.3 มม. และหนัก 774 กรัมเท่านั้น (ยังไม่รวมคียบอร์ดนะ) หน้าจอ PixelSense ขนาด 13 นิ้ว สัดส่วน 3:2 ความละเอียด 2880 x 1920

คียบอร์ด Surface Pro X Signature Keyboard สามารถใส่ปากกา Slim Pen ลงไปบนตัวคียบอร์ดได้เลย เพิ่มความสะดวกในการพกพายิ่งขึ้น และยังหุ้มด้วยผ้า Alcantara เช่นเคย

 

🏷 ราคา Microsoft Surface Pro X

– Surface Pro X / Microsoft SQ1 / 8GB RAM / 128GB SSD /LTE ราคา 34,990 บาท

– Surface Pro X / Microsoft SQ1 / 8GB RAM / 256GB SSD /LTE ราคา 43,990 บาท

ราคาอุปกรณ์เสริม

– Surface Pro X Signature Keyboard พร้อม Slim Pen ราคา 12,690 บาท

– Surface Pro X Keyboard ราคา 6,960 บาท

– Surface Pro X Slim Pen ราคา 6,960 บาท

 

📍การสั่งจองล่วงหน้าและสถานที่จัดจำหน่าย

Surface Pro X และอุปกรณ์เสริมของ Surface เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 13 มกราคมเป็นต้นไป ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ ได้แก่ Banana IT, IT City, JIB Lazada-Microsoft flagship store, และ Shopee-Microsoft Authorized Store สำหรับลูกค้าทั่วไป และ Add in Business และ Ciphermed สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจ Surface Pro X จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

 

เตรียมตลาดแตก โน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุ่นฮิต ออกสเปคใหม่ TUF Gaming A15 และ Gaming A17

 

เตรียมตลาดแตกกันอีกครั้ง หลังทาง Asus เปิดตัวของใหม่เพียบในงาน CES 2020 หนึ่งในนั้นก็มี TUF Gaming A15 และ Gaming A17

โน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุ่นตลาดแตกตัวใหม่ รอบนี้มาพร้อมสเปกอัพเกรด ใช้ซีพียู AMD Ryzen Mobile 4th Gen (จากเดิม Gen 3) และการ์ดจอที่เลือกได้สูงสุดถึง NVIDIA GeForce RTX2060 (จากเดิม GTX 1660TI)

หน้าจอมีให้เลือกระหว่าง 15 กับ 17 นิ้ว รองรับ 144Hz และ AMD FreeSync เพิ่มแบตเตอรี่ใหญ่ขึ้นระดับ 90Wh เพื่อการใช้งานที่นานขึ้น (แต่เล่นเกมก็ต้องต่อปลั๊กนะฮะ) ตัวเครื่องกระทัดรัดกว่าเดิม พกพาง่ายขึ้น แต่ความทนทานยังคงอยู่ ส่วนราคายังไม่เผย

ดูรายละเอียดของใหม่จาก Asus ในงาน CES 2020 เพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/35HpqIs

#Asus

จัดอันดับเมาส์ 2020 ใช้งาน เล่นเกม ไร้สาย และออกแบบตามสรีรศาสตร์

เชื่อว่าเกมเมอร์หลายคนให้ความสำคัญกับการเลือกใข้งานเมาส์ ซึ่งอาจจะมีความสำคัญพอ ๆ กับการเลือกซื้อคีย์บอร์ดเกม แต่เมาส์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด หาก DPI ไม่ละเอียด หรือมีต่า DPI ต่ำจนเกินไป ก็อาจทำให้การเล่นเกมนั้นแพ้ได้ หรือแม้กระทั่ง เมาส์แพงก็จริง แต่ดันใช้งานได้แปปเดียวแม่งก็พัง ดับเบิลคลิ๊กบ้าง คลิ๊กไม่ติดบ้าง Scroll พังบ้าง

วันนี้เราเลยอยากจัดอันดับเมาส์ที่ดี ทน จากประสบการณ์และ Insight จริง ๆ ของผู้เขียน มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

 

 

 

เมาส์สำหรับการเล่นเกมที่ดีที่สุด

Logitech G502 Hero or Razer Deathadder Elite

 

 

อันนี้ติดใจอยู่สองรุ่น เลยขอยกมาทั้งสองรุ่นเลยกัน ซึ่งขอเริ่มต้นกับ Razer Deathadder Elite ก่อน หลายคนคง งง ว่าทำไมผมถึงแนะนำแบรนด์ Razer (จริง ๆ ก็เคยมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับแบรนด์นี้ ) แต่หากเป็น Deathadder Elite นับว่าเป็นรุ่นที่ได้รับการนิยมมาก ทั้งในไทยและรีวิวของต่างประเทศ มี DPI สูงถึง 16,000 มีแผ่นยางด้านข้างให้จับถนัดมือ ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานมากเพราะใช้สวิตซ์ของ Omron และใช้ได้เกือบทุกพื้นผิว โดยมีราคาอยู่ที 1,390 บาท นับไม่ไม่แพงมากนักสำหรับเมาส์ดี ๆ สักตัว

ต่อมาที่ Logitech G502 แบรนด์เมาส์ในใจของใครหลาย ๆ คน ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน (มาก ๆ) โดย Logitech G502 มีสเปคพอ ๆ กับ Deathadder Elite โดยมี DPI อยู่ที่ 16,000 เท่ากัน แต่มีออปชั่นเสริมอื่น ๆ เช่น สายเป็นสายถักสายงามให้ความคงทนต่อการบิดงอ มีไฟ RGB มีปุ่ม Shortkey มากกว่า และเด็ดสุดคือการเพิ่มหรือลดน้ำหนักตัวเมาส์ได้ โดยสามารถถอดเหล็กที่อยู่ตรงเซนเซอร์ออก หากต้องการจะลดน้ำหนัก ปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ 1,750 บาท

 

 

เมาส์ไร้สายที่ดีที่สุด (สำหรับการทำงาน)

Logitech MX Master 3

 

 

 

 

Logitech MX Master 3 เมาส์ตัวนี้ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลักตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบเลยก็ว่าได้ ซึ่งแน่นอน การทำงานไม่ได้อยากให้มีสายให้วุ่นวาย มี DPI สูงสุดที่ 4,000 และมีความละเอียดสูงมาก สามารถใช้งานได้กับทุกพื้นผิว มีฟังก์ชั่นของปุ่มที่จำเป็นต่อการทำงาน

ด้านการออกแบบ ออกแบบตรงกับสรีระของมือ ลดอาการปวดเมื่อยหากจำเป็นต้องใช้งานนาน ๆ สามารถเชื่อมต่อด้วยคลื่น 2.4 Ghz หรือบลูทูธ ชาร์จ 10 นาที ใช้งานได้ 3 ชั่วโมง และ Logitech เคลมไว้ว่า สามารถใช้ได้ 70 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 3,590 ซึ่งอาจจะค่อนข้างสูงสำหรับเมาส์ทำงาน แต่ผมคิดว่าคุ้มนะ ลองใช้งานแล้วมันตอบโจทย์หลายเรื่องเลย

 

 

เมาส์สำหรับเล่นเกม Moba

Razer Naga Trinity

 

 

Razer Naga Trinity (Razer อีกแล้วหรอ) จริง ๆ สำหรับการเล่น Moba มีเมาส์ในใจสองรุ่นคือ CORSAIR SCIMITAR RGB กับ Razer Naga Trinity แต่ที่เลือก Razer Naga Trinity เป็นเพราะเวลาใช้งานจริง ๆ Naga Trinity มีการออกแบบทางสรีรศาสตร์ได้ดีกว่า และสามารถเปลี่ยนรูปแบบปุ่มด้านข้างได้ ส่วนเรื่องอายุการใช้งาน สองแบรนด์นี้ก็นับใกล้เคียงกัน

ในเรื่องของสเปค Naga Trinity หลัก ๆ คือมี DPI ทีมีความละเอียด ทำตั้งค่า DPI ได้สูงถึง 16,000 DPI มีอออปชั่นปุ่มพิเศษด้านข้างมากถึง 12 ปุ่มซึ่งสามารถตั้งต่าสำหรับการเล่นเกม Moba ได้มากขึ้น และสิ่งที่เด็ดคือการเปลี่ยนรูปแบบปุ่มด้านข้าง ว่าจะเป็นแบบเรียงแถว หรือเป็นแบบเข็มนาฬิกาก็ได้ตามความสะดวกของผู้ใช้งาน โดย Razer Naga Trinity มีราคาที่ 3,590 บาท

 

สุดยอดเมาส์ด้านสรีรศาสตร์

Logitech MX Vertical

 

 

Logitech MX Vertical เมาส์ตัวนี้เปิดตัวเมื่อปี 2018 แต่ผมยังคงอยากขอยกว่าเป็นสุดยอดเมาส์ด้านสรีรศาสตร์ ด้วยการออกแบบมาในรูปทรงที่แปลกตาจากเมาส์ทั่วไป เพราะโดยปรกติแล้ว มือของเราไม่ได้ถนัดวางมือทับบนเมาส์ ถึงแม้จะเป็นเมาส์ดี ๆ ก็มีอาการปวดข้อมือได้

แต่ Logitech MX Vertical ออกแบบมาให้เราจับเมาส์ในแนวตั้ง ซึ่งช่วยลดอาการปวดข้อมือได้จริง ๆ นะ (จากการที่เคยได้มาทดลองใช้ครั้งหนึ่ง) มี DPI สูงสุดที่ 4,000 ใช้งานได้สามชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ 3,000 – 4,000 บาท แต่อาจจะหาซื้อยากนิดนึงนะ

และนี่คือเมาส์ทั้งหมดใน Editor’s Pick และต้องขออภัยหากไม่ได้มีการจัดอันดับแบรนด์หรือรุ่นในใจของใครบางคนนะครับ ซึ่งผมได้พยายามจัดอันดับจากหลาย ๆ ตัวเลือกที่ได้เคยสัมผัส และใข้งานจริง ๆ ซึ่งก็ได้ออกมาเป็นสรุปตามข้อมูลด้านบน แต่หากใครอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับเมาส์แบรนด์อื่นหรือรุ่นอื่น ๆ ก็สามารถติดต่อเข้ามาที่เพจ Facebook ทางทีม Commart จะให้ข้อมูลตามความเป็นจริงที่สุดครับ

 

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://sea.pcmag.com/computer-mice-products/337/the-best-computer-mice

https://www.techradar.com/news/computing-components/peripherals/best-gaming-mouse-top-5-gaming-mice-reviewed-1270941

https://www.gamesradar.com/best-gaming-mouse/

https://www.pcgamer.com/the-best-gaming-mouse/

 

 

รีวิว : Seagate One Touch SSD เร็วแรงในร่างจิ๋ว ดีไซน์เก๋น่าสัมผัส

จาก External HDD สู่ External SSD ที่มาพร้อมขนาดกะทัดรัด กับความเร็วอ่านเขียนรวดเร็วทันใจ ในยุคที่อะไร ๆ ก็บางเบาไปหมด External SSD หรือ SSD พกพาน่าจะตอบโจทย์มากที่สุดแล้ว (แต่ถ้าต้องการความจุเยอะ ๆ ก็ไป HDD โล้ด)

 

 

วันนี้เรามีรีวิวเจ้า One Touch SSD จาก Seagate ที่มาพร้อมดีไซน์เล็กพกพาง่าย กับวัสดุที่นึกไม่ถึงว่าจะทำออกมาจริง ๆ อย่าง ‘ผ้าทอ’ ให้สัมผัสแปลกไปอีกแบบ (จากปกติจะเป็นพลาสติกไม่ก็ยางหุ้ม) กับยังมีลวดลายสวยงาม โดยเฉพาะรุ่น Special Edition ที่มาเป็นลายพรางเลย ส่วนตัว One Touch SSD นี้ จะมีประสิทธิภาพขนาดไหน ลองมาดูกันครับ

ข้อมูลสเปก Seagate One Touch SSD

 

 

ความจุ : 500 GB (ความจุสูงสุด 1TB)
ระบบปฏิบัติการที่รองรับ : Windows & Mac (exFAT)
ความเร็วอ่านเขียน : 400 MB/s
ขนาด : 75 x 55.5 x 10 มม.
น้ำหนัก : 65 กรัม
สีให้เลือก : สีดำ กับ สีขาว (รุ่น Special Edition มี 4 สี อาทิ แดง, เทา, ฟ้า และเขียว)

แกะกล่อง

 

 

กล่องมาเป็นสีดำ พร้อมลวดลายคล้ายผ้าถักสวยงาม ส่วนภายในกล่องก๋ประกอบไปด้วย Seagate One Touch SSD, สาย USB 3.0 ยาว 20 เซนติเมตร, ชุดคู่มือถือ , Downloadable Toolkit software with Sync Plus, One-year Mylio Create plan และ Two-month Adobe Creative Cloud Photography plan

 

วัสดุและดีไซน์

 

 

ลองนึกภาพตามนะครับ นั่งอยู่เพื่อน ระหว่างนั้นเราก็เอาโน๊ตบุ๊กมานั่งทำงาน จากนั้นก็หยิบเอาเจ้า One Touch SSD  มาวางบนโต๊ะ เชื่อว่าต้องมีคนถาม ‘อะไรอ่ะ’ จากนั้นคงกลายเป็นอีก Topic ในวันนั้น เอาเป็นว่ามันสะดุดตาดีครับ ด้วยวัสดุที่เป็นเนื้อผ้าถัก ทำให้เกิดเป็นลวดลายสวยงามและไม่เหมือนใคร

โน้ตบุ๊กติดผ้า Alcantara (Surface Pro 7) ก็มีมาแล้ว ทำไมอุปกรณ์อื่นจะมีไม่ได้ : b

 

 

ขนาดของ One Touch SSD  ก็เล็กจริงอะไรจริง กว้างพอ ๆ กับบัตรหนึ่งใบเลย (แค่ไม่แบนเท่า) โดยมีขนาดเพียง 75 x 55.5 x 10 มม. และหนักแค่ 65 กรัม เท่านั้น สามารถพกติดกระเป๋าเสื้อหรือกางเกงได้สะดวก ไม่ก็เอาไปห้อยติดกระเป๋าก็ยังได้

 

 

สำหรับการเชื่อมต่อก็จะใช้พอร์ต USB 3.0 เหมือนเคย โดยเป็นหัว USB Type-A 3.0 to Type-B ที่คุ้นเคย แต่ตัวสายกลับเป็นสายถัก ดูแข็งแรงและสวยงามกว่าสายทั่วไป

การใช้งาน

 

แม้จะไม่ได้ใช้ USB Type-C ตามสมัยนิยม แต่ USB Type-A ก็ยังคงใช้งานกันแพร่หลาย โน้ตบุ๊กหรือ Desktop PC ยังมีพอร์ต USB Type-A อยู่หลายรุ่น ซึ่งรองรับการใช้งานได้ทั้ง Windows กับ MacOS (exFAT)

 

หากแต่ One Touch SSD เป็น SSD พกพา ถ้ามีหัวแปลง USB Type-A เป็น Type-C ก็สามารถต่อใช้งานกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต (ที่มีพอร์ต Type-C) ได้เลย

ประสิทธิภาพ

 

ตามสเปก ความเร็วอ่านเขียนของ One Touch SSD อยู่ที่ 400 MB/s ลองเทสด้วย AS SSD Benchmark ก็ได้ความเร็วเกินมานิด ๆ สำหรับ 1GB หากเป็น 5GB ก็มีลดลงไปเล็กน้อย

 

ลองโยนไฟล์ขนาด 8GB จำนวนพันกว่าไฟล์ ก็ใช้เวลาเขียนข้อมูลโดยประมาณ 230 MB/s ขึ้นไป ใช้เวลาไม่นาน

 

 

ในสมาร์ทโฟน ลองโยนไฟล์ขนาด 4GB จำนวน 955 ไฟล์ ลงใน One Touch SSD ก็ใช้เวลาเพียง 2 นาทีเท่านั้น

 

สรุป

 

ใครที่กำลังมองหา SSD พกพา ขอตัวเล็กพกง่าย และราคาไม่แรงมาก ลองดูตัว Seagate One Touch SSD นี้เลย โดยเปิดราคาเริ่มต้นที่ 2,690 บาท เท่านั้น นับว่าไม่แพงมากสำหรับ SSD พกพากับความจุ 500GB นี้ ส่วนขนาด 1TB อยู่ที่ 5,190 บาท และรุ่น Special Edition ลายพราง (500 GB) อยู่ที่ 2,790 บาท  

ประสิทธิภาพถือว่าโอเคเลย อ่านเขียนไว และรองรับการใช้งานได้หลากหลาย (Windows, MacOS, Android ส่วน iOS ยังไม่ได้ลอง…แต่ถ้าใช้กับ MacOS ได้ ใน iPad Pro ก็น่าจะใช้ได้เช่นกัน) ด้านดีไซน์ก็สวยงาม ขนาดพกพาง่ายมาก ๆ และดูพรีเมี่ยมเกินราคา

ทั้งนี้ในตัว One Touch SSD ยังแถมบริการสมาชิก Adobe Creative Cloud Photography Plan เป็นระยะเวลา 2 เดือน สมาชิก Mylio Create เป็นระยะเวลา 1 ปีด้วย พร้อมการรับประกัน 3 ปีครับ

 

 

Cooler Master เปลี่ยนแพ็คเกจซิลิโคนเก่า เพราะดูเหมือนเข็มยาเสพติด

What the …… เกิดอะไรขึ้น เมื่อ Cooler Master เตรียมเปลี่ยนแพ็คเกจแพ๊คสินค้าของซิลิโคลนใหม่ เหตุเพราะไม่อยากเสียผู้ซื้อ ต้องเสียเวลาอธิบาย ว่ามันไม่ใช่ยาเสพติด

Continue reading