[จอส่วนตัว] ถัดจากยุคแว่น VR ที่มีขนาดใหญ่ สู่แว่น XR (Extended Reality) ที่มีขนาดเท่าแว่นตาจริง ๆ ที่พกพาง่าย ใส่สบาย โดยภายในซ่อนหน้าจอขนาด 100 นิ้ว ที่ผู้ใช้มองเห็นได้แบบส่วนตัวกันเลย แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ใช้งานได้ดีจริงไหม ? ใส่นาน ๆ จะเป็นอะไรไหม ? จนได้มาลองรีวิวเอง ก็ต้องขอบอกเลยว่า “เกินคาด” ของมันต้องมี
รีวิวนี้พบกับ VITURE Pro 2 ภาคต่อของ ซีรีส์ Pro รุ่นก่อนหน้า ที่ออกแบบใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น น้ำหนักเบาขึ้น 63 กรัม พร้อมอัปเกรดหน้าจอใหญ่ขึ้น 146 นิ้ว มุมมองกว้างมากขึ้น 50 องศา และสว่างกว่าเดิมถึง 1600 nits ทั้งหมดทั้งมวล “ในงบที่ถูกกว่าเดิม” โดยเหลือราคาเพียง 13,990 บาทเท่านั้น จากเดิมเกือบ 2 หมื่นบาท ใช้ดีไหมมาดูกันครับ
รายละเอียดสเปก VITURE Pro 2
- จอแสดงผล : Sony Micro-OLED ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซลต่อข้าง)
- อัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) : สูงสุด 120Hz
- มุมมองภาพ (Field of View – FOV) : 50° (เทียบเท่าหน้าจอเสมือนขนาดใหญ่ 146 นิ้ว)
- ความสว่างสูงสุด : 1,600 Nits (ปรับความสว่างได้ 9 ระดับ)
- การปรับสายตาสั้น (Diopter Adjustment) : ในตัว 0.0D ถึง -5.0D
- การปรับแต่งสรีระ : ขาแว่นปรับได้ 3 ระดับ / ที่รองจมูก 3 ขนาด (ปรับตำแหน่งได้ 7 แบบ)
- ระบบเสียง : ลำโพง Built-in Spatial Sound ปรับแต่งโดย Harman
- การส่งผ่านแสงฟิล์ม : 5% (พร้อมหน้ากากตัดแสง Snap-on Sunshade ในกล่อง)
- การเชื่อมต่อ : USB-C Direct (DisplayPort over USB-C)
- น้ำหนัก : 63 กรัม (เบาที่สุดในตระกูล Pro)
- รองรับ Ecosystem : แอปพลิเคชัน SpaceWalker (iOS, Android, macOS, Windows) และระบบแปลง 2D เป็น 3D (VITURE I3D)
- การรับรองความปลอดภัย : SGS Eye Care A+ Certificate ด้านความสบายตา
เทียบกับ VITURE Pro รุ่นเดิม

แกะกล่อง


ตัวกล่อง VITURE Pro 2 สวยทีเดียว เอาไปตั้งโชว์ได้เลย แถมยังมีลูกเล่นเล็ก ๆ ตรงที่เวลาเลื่อนกล่องออก จะสลับสีส้มกับน้ำเงินไปด้วย บ่งบอกเลยว่านี่คือแว่น XR พร้อมกับโลโก้ “Pro 2” เด่นสะดุดตา

ภายในกล่องก็มีอุปกรณ์เสริมมากมาย แถมจนเกรงใจเลย โดยนอกจากตัวแว่น VITURE Pro 2 แล้ว ก็มีทั้ง Glasses Case กล่องใส่แว่นป้องกันรอยขีดข่วน , ผ้าเช็ดเลนส์อย่างดี , รองจมูกแบบเปลี่ยนได้ 3 ขนาด , แผ่นบังแสงสำหรับครอบหน้าแว่นเพื่อบล็อกแสงภายนอก , สายเคเบิล USB-C to USB-C Cable 1.2 เมตร และคู่มือใช้งานพร้อมเอกสารแนะนำด้านความปลอดภัย


รองจมูกแบบเปลี่ยนได้ 3 ขนาด สามารถถอดเปลี่ยนจากตัวแว่นผ่านแม่เหล็กได้เลย อนึ่งตัวที่ติดตั้งอยู่แล้วก็สามารถปรับระดับได้เช่นกัน
ผ้าเช็ดเลนส์สีดำ เอาไว้เช็คจอมือถือยังได้ แต่เอามาเช็ด “หน้าจอ” ของตัวแว่นดีกว่า
แผ่นบังแสง (Lens Shade) สำหรับครอบหน้าแว่นเพื่อบล็อกแสงภายนอก เอาไว้ใช้ตอนที่ต้องการบังแสงเพื่อความคมชัด และยังรวมไปถึง “ความเป็นส่วนตัว” ด้วย


และสุดท้ายคือ Glasses Case กล่องใส่แว่นสีดำ สามารถป้องกันรอยขีดข่วนหรือการกระแทกก็ยังได้ อนึ่งตัวกล่องมีพื้นที่สำหรับเก็บสาย USB-C ให้พกพาไปพร้อมกันได้เลย
งานออกแบบ


รูปลักษณ์ภายนอกของ VITURE Pro 2 มาในดีไซน์ทรงแว่นกันแดดสีดำแมตต์ มีสัญลักษณ์ตัว V สีส้มบริเวณขาแว่นชวนสะดุดตา ส่วนขนาดแทบไม่ต่างจากแว่นกันแดดทั่วไป หนากว่าเล็กน้อย แต่ด้วยรุ่น Pro 2 ก็ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิม 20% จนเหลือเพียง 63 กรัมเท่านั้น ทำให้เป็นแว่น XR ที่ใส่สบายที่สุดรุ่นหนึ่งในท้องตลาดเลย

เทียบขนาดตัวแว่นกับมือผู้ชาย มองมุมนี้ก็ยิ่งเหมือนแว่นกันแดดแบรนด์หรูตัวหนึ่ง จากใจเลยถือว่าออกแบบมาได้สวยมาก



จุดพิเศษอย่างหนึ่งเลยคือ ตัวแว่นสามารถปรับมุมขาแว่นได้ 3 ระดับ โดยบริเวณบานพับขมับสามารถปรับมุมยกขึ้น-ลงแยกอิสระได้ทั้งสองข้าง ช่วยปรับตำแหน่งของปริซึมแสดงผลให้อยู่ในระดับสายตาพอดีโดยไม่ต้องเกร็งคอ

สำหรับคนสายตาสั้น ปัญหาใหญ่ของการใช้แว่น VR/AR คือต้องตัดเลนส์สายตาเสริมเพิ่มเติม ซึ่งมีราคาสูงและยุ่งยาก แต่ VITURE Pro 2 ให้วงแหวนปรับระยะสายตาไว้ที่ขอบบนของตัวแว่นทั้งสองฝั่ง โดยสามารถปรับค่าสายตาสั้นแยกข้างได้ตั้งแต่ 0.0D ถึง -5.0D (สายตาสั้นไม่เกิน 500) เพียงแค่หมุนวงแหวน ภาพและตัวอักษรบนหน้าจอก็จะชัดแจ๋วขึ้นมาทันที
หน้าจอ Micro-OLED ในตัว

จุดเด่นของแว่น XR (Extended Reality) คือการมองเห็นหน้าจอระดับ 146 นิ้ว ที่จะแสดงให้เห็นเฉพาะผู้สวมใส่แว่นเท่านั้น จนเรียกได้ว่าเป็นหน้าจอส่วนตัว หรือโรงหนังพกพาก็ว่าได้

ส่วนสเปกหน้าจอของ VITURE Pro 2 ก็ใช้พาเนลตัวพรีเมียมอย่าง Sony Micro-OLED มาเลย ซึ่งสามารถแสดงผลหน้าจอเสมือนได้ถึง 146 นิ้ว บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซลต่อข้าง)โดยทำงานร่วมกับเทคโนโลยี UltraClarity 3.0 ที่ช่วยให้ภาพคมชัดทั่วทั้งมุมมอง ขอบภาพไม่เบลอ และเกรดสีได้แม่นยำ ดูจากเลนส์ตัวแว่นก็จะเห็น ‘หน้าจอหลัก’ ชัดเจน ที่ฉายภาพสะท้อนจากภายใน ก่อนจะฉายสู่ดวงตานั้นเอง

นอกจากความคมชัดแล้ว ตัวจอยังให้ความสว่างมากถึง 1,600 Nits ซึ่งสว่างกว่ารุ่นเดิม 60% และสว่างกว่าแว่น AR ทั่วไปพอควร ช่วยให้ใช้งานในห้องที่มีแสงสว่างสูง หรือใช้งานกลางแจ้งได้อย่างสบาย

ส่วนความสว่างก็สามารถปรับผ่านปุ่มกดด้านข้างตัวแว่นได้ละเอียดถึง 9 ระดับ
SpaceWalker ปลดล็อกจอเสมือน


หากต้องการใช้งาน VITURE Pro 2 แบบเต็มที่ 100% แนะนำให้โหลดและติดตั้งแอปฯ ที่ชื่อ SpaceWalker ทั้งในมือถือและ PC เลย เพื่อช่วยให้เรียกใช้ฟีเจอร์พิเศษของตัวแว่นได้มากขึ้น (รองรับ iOS , Android , macOS และ Windows) ซึ่งจะช่วยให้เรียกใช้ฟีเจอร์พิเศษของตัวแว่นได้มากขึ้น

อีกจุดเด่นที่ทำให้ VITURE Pro 2 เป็นมากกว่าแว่น XR เลยคือระบบ VITURE I3D ฟีเจอร์ประมวลผลที่สามารถแปลงเนื้อหาภาพยนตร์หรือวิดีโอ 2D ทั่วไป ให้กลายเป็นภาพ 3D แบบ Real-Time ได้ทันที ด้วย AI และอัลกอริธึมเฉพาะตัว ซึ่งช่วยมอบมิติภาพที่ลึกและสมจริงยิ่งขึ้น โดยสามารถเรียกใช้งานได้ผ่าน SpaceWalker ในโหมด “Immersive 3D”

สำหรับโหมด Immersive 3D นั้น หากใช้ VITURE Pro 2 กับมือถือ ก็สามารถเลือกได้ว่าจะเปิดวิดีโอจากในแอปฯ SpaceWalker หรือใช้แอปฯ ดูคลิปที่มีอยู่แล้วก็ได้ แต่แนะนำให้เปิดผ่านแอปฯ SpaceWalker จะดีกว่า เพราะจะมีหน้า UI ให้เลือกใช้งาน Immersive 3D หรือ 3D SBS (Side-by-Side) ที่แบ่งหน้าจอออกเป็นสองฝั่งซ้ายและขวาสำหรับตาแต่ละข้าง


ในรีวิวนี้ลองใช้โหมด Immersive 3D ก็จะมีอีก 3 ตัวเลือกเสริม อาทิ Standard 3D กับ Enhanced 3D และ Softmode ถ้าอยากให้วิดีโอมีความ 3D ทะลุจอมากสุด ก็เลือกโหมด Enhanced 3D โดยลองใช้กับคลิปบุคคล ก็จะเห็มความชัดลึกหรือมิติชัดเจน

หากใช้ Immersive 3D กับคลิปเกม ก็จะยิ่งเห็นง่ายขึ้น


ลองใช้มุมมองแบบ 3D 360 องศา

หากต้องใช้ VITURE Pro 2 ร่วมกับ PC ก็สามารถเชื่อมต่อผ่าน USB-C จากนั้นก็ใช้ SpaceWalker ช่วยแสดงผลหน้าเสมือนได้เลย โดยมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ และตัว Windows 11 จะมอง VITURE Pro 2 ว่าเป็นจอ Monitor อีกจอหนึ่งเลยด้วย


หากใช้จอเสมือนแบบ “3 จอข้างกัน” ก็จะเห็นมุมมองแบบมีขอบดำตามนี้เลย ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกตำแหน่งการแสดงผลหรือย่อขยายตัวจอเสมือนได้อย่างอิสระ



ตัวอย่างมุมมองแบบ 3D พาราโนมา (32:9) ก็จะประมาณนี้

อนึ่งหากไม่อยากเสียบสาย USB ก็สามารถใช้ฟีเจอร์สตรีมจอคอมฯ ในแอปฯ SpaceWalker แทนก็ได้ โดยมีข้อแม้ว่าตัวมือถือกับ PC ต้องอยู่ในวง LAN หรือ Wi-Fi ชื่อเดียวกัน เพื่อความเสถียร
เกมมิ่ง (จริงจัง) ได้ทุกที่

ลองจินตนาการว่าเราไปนั่งร้านกาแฟหรือในที่สาธารณะ แล้วหยิบสมาร์ทโฟนมาฆ่าเวลา แต่เรามี ‘อุปกรณ์หนึ่ง’ ที่ทำให้เราได้ประสบการณ์เหมือนกำลังนั่งเล่นเกมที่บ้าน โดยโซลูชันทั้งหมดก็มีแค่ “แว่น” กับ “มือถือ” สองอย่างนี้เท่านั้น



ต้องบอกก่อนว่ามือถือที่ใช้ในรีวิวนี้นั้น เป็นสมาร์ทโฟนเกมมิ่งที่ต่อสาย USB-C (เวอร์ชั่น 3.1 ที่รองรับ DisplayPort) จากด้านข้างได้ และยังมีฟีเจอร์ปุ่มเสมือนคล้าย R1 กับ R2 ที่ขอบด้านบน ทำให้ใช้งานได้เหมือนกำลังถือจอยเกมเลย ผนวกกับความถนัดที่จากการเล่นเกม PUBG Mobile มานาน ทำให้พอเล่นแบบไม่มองหน้าจอมือถือได้อยู่

ปุ่ม R1 กับ R2 ที่ว่า

อนึ่งหากต่อกับมือถือที่มีพอร์ต USB-C ตำแหน่งปกติ ก็ไม่ใช่ว่าเล่นไม่ได้ ยังใช้มือถือเป็นจอยสติ๊กแทนได้เหมือนกัน แต่อาจรู้สึกติดขัดไปบ้าง

ถ้าอยากลดความติดขัดที่ว่าออกให้หมด ขอแนะนำจอยเกมแยกต่างหากเลยครับ ที่ขอต่อ Bluetooth กับมือถือได้ ก็ทำให้หมดปัญหาการควบคุมขณะใส่แว่นทันที

ไหน ๆ ก็มีจอยเกมตัวโปรแล้ว ลองทดสอบเล่นเกม PC ระดับ AAA นอกสถานที่ด้วยเลย ผ่านแว่น VITURE Pro 2 และแอปฯ Remote Desktop อย่าง “Parsec”
หน้าตาแอปฯ Parsec


แอปฯ พร้อม จอยพร้อม แว่นพร้อม ก็เปิด Steam และเกม Final Fantasy VII Intergrade ณ ร้านกาแฟ ถือเป็นประสบการณ์เล่นเกม AAA แบบพกพาที่เกินคาดมาก ตัวแว่นช่วยให้เห็นเกมเพลย์ได้เต็มตาและชัดเจนกว่าจอมือถือหลายเท่า และยังได้ความเป็นส่วนตัวด้วย…แต่จะเราจะเด่นหน่อย ๆ หากใช้ในที่สาธารณะ
สรุป









