ทำความรู้จัก MGPU Bridge ม็อดใช้การ์ดจอ 2 ตัว แยกเรนเดอร์ 3D และประมวลผล AI ช่วยดันเฟรมเรตพุ่ง 127% การ์ดเย็นลง พร้อมข้อจำกัดที่ควรรู้
หากใครเป็นสายคอมพิวเตอร์ยุค Gen X หรือ Gen Y น่าจะคุ้นเคยกับการทำ SLI หรือการนำการ์ดจอสองใบมาทำงานร่วมกันเพื่อช่วยกันเรนเดอร์ภาพสามมิติ ซึ่งช่วยดันเฟรมเรตในการเล่นเกมให้สูงขึ้น
ในอดีต SLI ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้ใช้ระดับฮาร์ดคอร์ แต่สุดท้ายก็ต้องล้มหายตายจากไปตามยุคสมัยครับ เนื่องจากในยุครุ่งเรือง SLI ใช้วิธี AFR หรือ Alternate Frame Rendering คือ
การ์ด A วาดเฟรมที่ 1 และการ์ด B วาดเฟรมที่ 2 สลับกันไปมา แต่เกมยุคปัจจุบันพึ่งพาข้อมูลจากเฟรมก่อนหน้าเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Ray Tracing, Motion Vectors หรือ TAA ส่งผลให้เมื่อการ์ด B จะเรนเดอร์เฟรมถัดไป มันต้องส่งข้อมูลย้อนกลับไปดึงข้อมูลจากเฟรมก่อนหน้าบนการ์ด A ตลอดเวลา จนแบนด์วิดท์ PCIe อุดตัน เกิดอาการภาพกระตุก จนเทคโนโลยีนี้ต้องยุติบทบาทลง
ทว่าล่าสุด ดูเหมือนแนวคิดการใช้การ์ดจอ 2 ตัวเพื่อเล่นเกมจะถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง แต่รอบนี้ไม่ใช่ SLI แบบเดิม เพราะม็อดตัวใหม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดด้วยการแยกประเภทของภาระงาน ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
– การ์ดจอใบแรก (Render GPU) รับหน้าที่ปั้นกราฟิก 3D แบบดั้งเดิม ทั้งฉาก ตัวละคร และแสงเงาดิบ ซึ่งเป็นงานเรนเดอร์หลักของเกม
การ์ดจอใบที่สอง (Neural GPU) ทำหน้าที่ประมวลผลโมเดล AI ด้วยเทคโนโลยี DLSS 5 Neural Rendering โดยเฉพาะ โดยรับเฟรมที่เรนเดอร์เสร็จแล้วจากการ์ดใบแรก มาผ่านโครงข่ายประสาทเทียมเพื่อปรับแต่งความคมชัดที่ความละเอียดหน้าจอจริง
คำถามคือ แล้วทำไมต้องแยกการ์ด
หากรัน DLSS 5 บนการ์ดจอเพียงใบเดียว การ์ดต้องรับภาระทั้งการเรนเดอร์ 3D และการประมวลผล AI สลับกัน และเนื่องจากงานฝั่ง Neural Post-processing ต้องประมวลผลที่ความละเอียดหน้าจอขาออกเสมอ มันจึงกินพลังฮาร์ดแวร์คงที่ในระดับสูงมาก ต่อให้ปรับโหมด DLSS ลงไปเป็น Performance เพื่อหวังให้เฟรมพุ่ง การ์ดจอก็ยังติดคอขวดที่ขั้นตอน AI อยู่ดี เฟรมเรตจึงแทบไม่ขยับ แถมการ์ดจอยังสะสมความร้อนสูงมาก
แต่ม็อดตัวใหม่นี้ มีชื่อว่า MGPU Bridge ซึ่งทำงานเป็น Add-on ของ ReShade พัฒนาโดย Marcelo Guibout เขาได้เผยแพร่วิดีโอสาธิตการทำงานในฉากของเกม The Blood of Dawnwalker และ Cyberpunk 2077
โดยผลการทดสอบพบว่า การย้ายงาน AI ไปไว้ที่การ์ดใบที่สอง ช่วยปลดล็อกเฟรมเรตได้สูงขึ้นถึง 127% เมื่อเทียบกับการฝืนรัน DLSS 5 บนการ์ดใบเดียว (ในโหมด Ultra Performance ขยับจากราว 69–71 FPS พุ่งไปแตะ 157 FPS) นอกจากนี้ การ์ดจอใบหลักยังทำงานเย็นลงถึง 21 องศาเซลเซียส เนื่องจากไม่ต้องแบกรับภาระงานประมวลผลของ AI
อย่างไรก็ตาม ม็อดนี้ยังมีข้อจำกัดต้องรู้ ก่่อนที่ทุกคนจะไปโหลดใช้งานกันนะครับ
1.ต้องต่อ 2 หน้าจอแยกกัน การ์ดใบที่สองเป็นตัวประมวลผลขั้นสุดท้าย จึงต้องส่งภาพออกทางพอร์ตของตัวเองตรงๆ ไปยังจอที่สอง เพื่อเลี่ยงการส่งข้อมูลย้อนกลับมาที่การ์ดใบแรกผ่าน PCIe ซึ่งจะทำให้แบนด์วิดท์ตัน
2.ความหน่วง เพิ่มขึ้นเท่าตัว การส่งภาพข้ามการ์ดจอผ่านบัส PCIe ทำให้เกิดความหน่วงในการแสดงผล การควบคุมเมาส์จะรู้สึกหน่วงมือขึ้น จึงไม่เหมาะกับเกมแนวยิงที่ต้องการการตอบสนองระดับมิลลิวินาที
3.ไม่ใช่ฟีเจอร์อย่างเป็นทางการจาก Nvidia และไม่ใช่การฟื้นคืนชีพของ SLI เพราะไม่ได้ช่วยกันเรนเดอร์ฉาก 3D หลักการทำงานไม่เหมือน SLI แบบดั้งเดิม
ในเชิงสถาปัตยกรรม เทคนิคนี้แทบจะถอดแบบมาจากยุค Dedicated PhysX (ช่วงปี 2008–2010) ที่ Nvidia เคยเปิดให้ใช้การ์ดจอใบที่สองมาช่วยคำนวณระบบฟิสิกส์ เช่น เศษกระจก ควัน หรือของเหลว โดยเฉพาะ เพียงแต่ม็อดตัวนี้เปลี่ยนจากการคำนวณฟิสิกส์ มาเป็นการโยนเวิร์กโหลด Deep Learning ไปรันบน Tensor Cores ของการ์ดจอใบที่สองแทนครับ
สเปกคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทดสอบ
CPU: AMD Ryzen 7 7800X3D (8C/16T, AM5)
Mainboard: Gigabyte X870E AERO
RAM: 32 GB DDR5 (Single Stick, 4800 MT/s, EXPO Off)
GPU: 2 x NVIDIA RTX 5060 Ti 16 GB (Stock 180W)
PCIe Slots: วิ่งตรงจาก CPU ทั้งสองช่อง ที่ความเร็ว PCIe 5.0 x8 ขณะทำงาน
Displays: 2 จอ (ต่อตรงแยกการ์ดจอใบละ 1 จอ)
PSU: 850 W
OS: Windows 11 Pro 25H2 (26200.9168)
Driver: NVIDIA 616.64
ที่มา : tomshardware
