Skip to content

รีวิว : Huawei Band 6 ฟีเจอร์ครบ มี SpO2 ในงบไม่เกิน 2 พัน

Huawei Band 6 คือ Smartband ในงบไม่เกิน 2 พันบาท แต่มาพร้อมฟีเจอร์ SpO2 วัดปริมาณออกซิเจนในเลือด หรือก็คือพอช่วยเช็คสุขภาพของ ‘ปอด’ แบบเบื้องต้นได้ ที่เหลือก็เป็น Smartband น้ำดี ฟีเจอร์ครบ ดีไซน์สวย จอใหญ่กำลังดี (สำหรับสายรัดอัจฉริยะ) และสุดท้ายคือ แบตฯ อึด ใช้ได้ยาว ๆ ถึง 14 วัน จะดีจริงไหม และตัวฟีเจอร์ SpO2 จะวัดได้แม่นขนาดไหน มาดูกันครับ

ก่อนอื่นขอกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ต่อทุกคน และทาง Huawei Thailand ที่คลอดรีวิวนี้ช้า เนื่องด้วยภารกิจมากมายเหลือเกินช่วงนี้ แต่ก็ถือเป็นโอกาสทำความคุ้นเคยกับ Huawei Band 6 จนสามารถเล่าได้เต็มปากว่ามันดีและไม่ดียังไงบ้างครับ สำหรับเจ้า Huawei Band 6 ก็นับเป็น Smartband หรือสายรัดข้อมืออัจฉริยะรุ่นที่ 6 แล้วในซีรีส์ “Band” ของ Huawei รอบนี้บอกเลยว่า “ดูมีราคาขึ้นเยอะ” เป็น Smartband ที่เพิ่มความเรียบหรู อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับและวัดค่าเชิงสุขภาพให้ดียิ่งขึ้นด้วย ทว่ายังคงมีราคาที่เข้าถึงง่ายเช่นกัน

 

Huawei Band 6

 

หน้าจอสัมผัส : AMOLED ขนาด 1.47 นิ้ว ความละเอียด 194 x 368
ขนาด : 43 x 25.4 x 10.99 มม
ระบบตรวจจับ : Accelerometer sensor , Gyroscope sensor , Optical heart rate sensor
การกันน้ำ : 5 ATM (กันน้ำได้ถึง 50 เมตร)
การเชื่อมต่อ : 2.4 GHz, BT5.0, BLE
อายุแบตฯ : 14 วัน


แกะกล่อง

 


อุปกรณ์ภายในกล่องก็มี Huawei Band 6 x 1 , แท่นชาร์จรวมสายชาร์จ x 1 , คู่มือเริ่มต้นใช้งาน


หรือทั้งหมดทั้งมวลก็มีตามนี้

 

งานออกแบบ

 

 

ตัว Huawei Band 6 หรือรุ่นที่ 6 นี้ จุดสังเกตอย่างแรกเลยคือ หน้าจอ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิมไม่น้อย (1.47 นิ้ว) ซึ่งก็ช่วยทำให้การแสดงผลเห็นได้ชัดมากขึ้น ดูไม่เบียดเสียดเหมือนก่อน อีกทั้งยังมีความละเอียดสูง 194 x 368 กับ 282 PPI ทำให้กลายเป็นจุดเด่นของ Huawei Band 6 ไปปริยาย ยิ่งช่วยทำให้ตัวเครื่องดูไม่เป็น SmartBand ทั่ว ๆ ไปด้วย

สายรัดแบบโพลิเมอร์ หรือซิลิโคนที่เป็นมิตรต่อทุกสภาพผิว มีความทนทาน เห็นว่ามีการเคลือบสาร UV ช่วยป้องกันสิ่งสกปรกกับตัวสายด้วย ส่วนสีที่รีวิวคือ Sakura Pink ก็ชมพูมาเลย ผู้หญิงใส่น่าจะเหมาะ ผู้ชายใส่ก็ช่วยลดความดิบลงมานิดหน่อย : b

 

ตัวเซ็นเซอร์ก็มีหน้าตาเหมือน ๆ กับ Smartband หลาย ๆ รุ่น ซึ่งเวลาทำงานก็จะกระพริบเป็นไฟสีเขียวตามภาพ

 

การใช้งาน

 

ต่อไปลองมาดูส่วนการใช้งานหลัก ๆ ของ Huawei Band 6 มาดูกันว่าเราจะใช้งานหรือเล่นอะไรกับมันได้บ้าง

การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ก็เช่นเคย อย่างแรกให้โหลดแอปฯ Huawei Health จากนั้นก็กดจับคู่ (เป็นอันเสร็จ) โดยรวมก็ถือว่าเชื่อมต่อได้ง่ายดี มีภาษาไทยแล้วดียังงี้นี้เอง

ลองใช้หน้าจอสัมผัส ดูว่ามันปัดแบบไหนได้บ้าง ผลคือ ได้ 4 ทิศทางเลย ขึ้น ลง ซ้าย ขวา มีหมด โดยหลัก ๆ ก็จะมีปัดซ้าย-ขวา ที่ใช้ดูหน้าการวัดผลหลัก ๆ ของ Huawei Band 6 อาทิ

วัดการเต้นของหัวใจ , วัดความเครียด , สภาพอากาศ , ควบคุมเพลง และ หน้ารวมการวัดผล


และเมื่อกดปุ่มที่ด้านข้าง ก็จะเป็นการเข้าสู่หน้าเมนูการใช้งานทั้งหมดของตัว Huawei Band 6 ซึ่งก็ให้เลือกเยอะพอควร ทั้งการออกกำลังกาย , บันทึกการออกกำลังกาย , อัตราการเต้นของหัวใจ , SpO2 (วัดออกซิเจน) , บันทึกกิจกรรม , การนอนหลับ , ความเครียด , การฝึงหายใจ . เพลง . การแจ้งเตือน , สภาพอากาศ , ตัวจับเวลา , ตั้งเวลา , นาฬิกาปลุก , ไฟฉาย , หาโทรศัพท์ (จับคู่มือถือที่ใช่) และการตั้งค่า

ส่วนในหน้าการออกกำลังกาย ก็มีเลือกย่อยตามประเภทของการออกกำลังกายอีกมากมายถึง 96 โหมด ทั้งหมดทั้งมวลนี้ Huawei Band 6 ถือเป็น Smartband ที่ครบเครื่องมาก มีฟีเจอร์ด้าน Fitness Tracker ให้เลือกใช้เยอะไม่แพ้ Smartwatch ราคากลาง ๆ กันเลย

 

ตอนนี้อาจมีคนสังเกตได้ว่า ทำไมตัวหน้าปัดหรือ Watch Faces ถึงมี ‘ลายไทย’ ได้ คำตอบคือทาง Huawei ได้ร่วมมือกับทาง MZ Team ทีมดีไซเนอร์ชาวไทย ที่มาช่วยออกแบบ Watch Faces ของ Huawei Band 6 ให้ดูมีความเป็นไทยออกมานั้นเอง

หน้า Home Screen ของตัวแอปฯ ก็มีให้ดูเยอะ ๆ ทั้งส่วนวัดผล หรือดูผลสถานะทั่วไป กับส่วนตัวควบคุม Huawei Band 6

 

นอกนั้นก็มีหน้าใช้งานอีกมาก พร้อมคำอธิบายรายละเอียดเป็นภาษา ‘ไทย’ ทั้งหมด ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นเยอะมาก

ประสิทธิภาพ

 

เทสประสิทธิภาพตัว Smartband ครั้งนี้ ผมมีประเด็นกับฟีเจอร์ SpO2 มากเป็นพิเศษ และตัว Huawei Band 6 ก็ชูเกี่ยวฟีเจอร์นี้อยู่ไม่น้อย รีวิวนี้เลยขอพูดถึงกันหน่อย อาจจะไม่ได้จัดเต็มมาก แต่ก็จะให้เห็นถึงประสิทธิภาพ แบบเข้าใจง่ายที่สุดแทนตามนี้

 

 

รู้จักกับค่า SpO2 ซักเล็กน้อย ปกติหลายคนตอนไปตรวจสุขภาพ ก็คงจะเคยเห็นพยาบาลนำเครื่องมือเล็ก ๆ บางอย่าง มาหนีบที่ปลายนิ้วของเรา มันคือตัว ‘วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด’  ซึ่งตามปกติคนเราต้องจะมีค่านี้อยู่ที่ 96 – 100% จะถือว่าเรามีออกซิเจนในปอด เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายนั้นเอง จุดนี้เลยมีความเชื่อกันว่า หากใครมีค่า SpO2 น้อยกว่าปกติ เท่ากับว่าคนนั้น “อาจเสี่ยงที่จะเป็นโรคยอดฮิต ณ ปัจจุบันก็เป็นได้” แต่ก็เป็นเพียงการวัดเบื้องต้นเท่านั้น ควรไปตรวจเมื่อคิดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะดีที่สุดครับ

สำหรับตัว Huawei Band 6 ก็สามารถวัดค่า SpO2 ได้ และสามารถวัดอัตโนมัติตลอด 24 ชม. ได้ด้วย (ต้องใช้คู่กับสมาร์ทโฟน Huawei หรือใช้ตัวแอปฯ Health ที่เป็น apk เวอร์ชั่นล่าสุด) ส่วนตัวเชื่อว่า อาจไม่แม่นยำเท่าเครื่องมือทางการแพทย์จริง ๆ ทว่าก็ช่วยให้เข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก ๆ แทน ฉะนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า “ปอดยังอยู่ดีไหม” การวัด SpO2 คือทางเลือกที่ดี และตัว Huawei Band 6 จะแม่นขนาดไหนกันล่ะ ต่อไปลองมาทดสอบกัน

ลองวัดครั้งแรก โอเคผลออกมาดีเลย ว่าแต่จะใช่ค่านี้จริงหรือไม่ คราวนี้ลองหาวิธีลดออกซิเจนในปอดแบบบ้าน ๆ กันหน่อย

ลองใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น คราวนี้ถ้ายัง 100% เต็มอยู่ ก็คงไม่ใช่แล้ว

ผลปรากฎว่า ปริมาณออกซิเจนตกมาเหลือเพียง 94% เท่านั้น โดยใส่ปิดเกือบ 2 ชั่วโมง ระหว่างเดินทางกลับบ้าน สารภาพเลยว่า อึดอัดมาก ๆ กับการใส่หน้ากาก 2 ชั้น ยิ่งเป็นหน้ากากอนามัยทั้งคู่ด้วยแล้ว (แต่ช่วงนี้มันเสี่ยง ก็ต้องยอมกันไป) แน่นอนว่าออกซิเจนต้องลดหายไปแน่ และก็เป็นไปตามนั้น Huawei Band 6 บอกคำตอบให้เรียบร้อยครับ

 

แถมท้ายด้วยการวัดความเครียด อืม นับว่าตรงอยู่ เพราะช่วงนี้โหมงานพอควร เดี๋ยวไปทำตามที่ Huawei Band 6 แนะนำ

สรุป

 

หากใครกำลังหาอุปกรณ์ Fitness Tracker ในงบไม่เยอะ ขอประมาณ 1 – 2 พันบาทพอ จุดนี้ก็คงต้องแนะนำพวก Smartband ที่มีราคาเข้าถึงง่ายกว่า Smartwatch แล้วต่อไปเอา Smartband แบบไหน คำตอบก็คงรู้ ๆ กัน ใช่แล้วครับ Huawei Band 6 ตัวนี้เอง สวย ฟีเจอร์ครบ และที่สำคัญคือ ประสิทธิภาพการวัด นับว่าแม่นยำพอควรเลย ในขณะที่ค่าตัวก็อยู่แค่ 1,499 บาท เท่านั้น คุ้มมาก ๆ สามารถสั่งจองผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตามนี้

และที่ HUAWEI High-End Experience Store สาขาสยามพารากอน